เมื่อโลกเปราะบาง สมุนไพรอาจเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่เรามองข้าม

9.04.26 | 15:10 น.

จากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะตระหนักว่าการมีความรู้และทักษะในการดูแลตัวเอง คือรากฐานสำคัญของชีวิตที่มั่นคง ยืนยาว และมีคุณภาพ พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “เราจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร?” เพื่อตอบคำถามข้างต้น ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เปิดมุมมองที่น่าสนใจว่า ในประเทศไทยจำนวนผู้ป่วยนอก (OPD) มากกว่า 50% เข้ารับการรักษาด้วยโรคพื้นฐานที่สามารถดูแลได้ด้วยสมุนไพร สะท้อนให้เห็นว่า หากคนไทยมีความรู้ที่ถูกต้อง ก็สามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิด อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ทั้งในระดับครอบครัวและประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

“อภัยภูเบศร” ชวนเปิดโลกสมุนไพรไทยในงาน “Thailand Healthcare 2026”

หัวใจสำคัญของแนวคิดที่ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ผลักดันคือ การทำให้ “อาหารเป็นยา” กลับมาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะภูมิปัญญาเก่าแก่ที่น่าอนุรักษ์ แต่ในฐานะทักษะการอยู่รอดที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคนี้ เครื่องต้มยำที่อยู่ในครัวทุกบ้านมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ขมิ้นในแกงช่วยฟื้นฟูปอด ใบบัวบกช่วยบรรเทาอาการปวดปลายประสาทในผู้ป่วยเบาหวาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความเชื่อหรือความรู้พื้นบ้านที่ส่งต่อกันมาแบบปากต่อปาก แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และกำลังถูกนำมาถ่ายทอดสู่สาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่ตำราวิชาการที่อ่านแล้วเก็บลิ้นชัก แต่เป็นความรู้ที่หยิบไปใช้ในครัวได้ทันทีที่น่ากังวลคือคนเมืองรุ่นใหม่ได้ตัดขาดจากความรู้เหล่านี้ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว “คนกรุงเทพฯ ทำอะไรไม่เป็นแล้ว” คือข้อกังวลที่ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ระบุอย่างตรงไปตรงมา ความสะดวกสบายในยุคที่ทุกอย่างสั่งได้ผ่านแอปฯ ได้กัดกร่อนทักษะพื้นฐานของการดูแลตนเองออกไปทีละน้อย จนหลายคนไม่รู้แม้กระทั่งว่าผักที่กินอยู่ทุกวันมีสรรพคุณทางยาอย่างไร

( ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร)

Advertisement

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอยากนำความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ให้คนเมืองได้ทำความเข้าใจภายในงาน Thailand Healthcare 2026: Longevity ‘อยู่ดี แฮปปี้นาน’ ที่กำลังจะจัดขึ้น โดยจะนำแนวคิด “สวนสมุนไพรแนวตั้ง” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองโดยเฉพาะมาจัดแสดง ให้ใครก็ตามสามารถเรียนรู้แล้วกลับไปปลูก ปรุง และดูแลสุขภาพตัวเองได้จากพื้นที่จำกัดในบ้าน แนวคิดนี้เริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด เพียงกะเพรา ขิง ข่า หรือตะไคร้ในกระถางเล็กๆ ริมหน้าต่าง ก็คือก้าวแรกของการพึ่งตนเองด้านสุขภาพที่ทุกคนทำได้ แนวคิดนี้ยังผนวกกับเครื่องมือยุคใหม่ เพราะการดูแลสุขภาพที่ดีในวันนี้ไม่ได้เลือกระหว่างแผนไทยกับแผนปัจจุบัน แต่คือการรู้จักตัวเองผ่านค่าความดัน น้ำตาล ไขมัน ที่วัดได้จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำความรู้เรื่องสมุนไพรและโภชนาการมาปรับพฤติกรรมให้ตรงจุด เป็นการผสานสองศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด แทนที่จะเป็นเหยื่อของโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อ้างสรรพคุณเกินจริง

ทั้งหมดนี้คือนิยามของการพึ่งตนเองด้านสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งการแพทย์สมัยใหม่ แต่คือการมีความรู้มากพอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรดูแลตัวเอง และเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ ซึ่งหากคนไทยสามารถบ่มเพาะทักษะนี้ได้ในวงกว้าง ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่สุขภาพที่ดีขึ้นของปัจเจก แต่คือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวอย่างมหาศาล

ถอดรหัสรสชาติ “แกงส้ม” เรื่องเล่าจากครัวไทยสู่ภูมิปัญญาแผ่นดิน

นอกจากการยกองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพมาให้ประชาชนได้เรียนรู้ภายในงานแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจับตาจาก มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร คือการนำเสนอหนังสือ “บันทึกของแผ่นดิน 15 แกงส้ม ทั่วทิศถิ่นไทย ใส่ใจสุขภาพ” ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารไทยในมิติใหม่ ในฐานะเครื่องมือดูแลสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การหยิบเมนูพื้นบ้านอย่าง “แกงส้ม” มาขยายความให้เห็นคุณค่าในเชิงลึก ผ่านการรวบรวมตำรับกว่า 176 สูตรจากทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ใต้ อีสาน และเหนือ แต่ละสูตรสะท้อนทั้งวัตถุดิบท้องถิ่น วิธีปรุง และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนไม่เพียงเท่านั้น เนื้อหาในเล่มยังชวนผู้อ่านทำความเข้าใจ “สรรพคุณของวัตถุดิบ” ที่อยู่ในชามแกงส้มอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พืชผัก สมุนไพร ไปจนถึงเครื่องแกง ที่ล้วนมีบทบาทต่อสุขภาพ ทั้งการช่วยย่อย เสริมภูมิคุ้มกัน หรือฟื้นฟูร่างกายในแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยหนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้ความรู้ที่เคยอยู่ในครัวของคนรุ่นก่อน กลับมามีความหมายอีกครั้งในโลกยุคใหม่ และกลายเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” สำหรับคนเมืองที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเองจากสิ่งง่ายที่สุดอาหารในแต่ละมื้อ

มูลนิธิอภัยภูเบศรจะนำแนวคิดเหล่านี้มาขยายผลภายในบูธของงาน Thailand Healthcare 2026: Longevity ‘อยู่ดี แฮปปี้นาน’ พร้อมแจกหนังสือ บันทึกของแผ่นดิน 15 แกงส้ม ทั่วทิศถิ่นไทย ใส่ใจสุขภาพ และถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยตนเองให้กับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา เพราะในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน ความรู้คืออาวุธที่ดีที่สุดที่เราสามารถมอบให้ตัวเองได้และนี่ไม่ใช่เพียงหนึ่งในไฮไลต์ของงานที่จัดต่อเนื่องมาสู่ปีที่ 18 เท่านั้น เพราะภายในงานยังอัดแน่นไปด้วยการตรวจรักษาฟรีจากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ เวทีเสวนาจากทัพแพทย์ เซเลบ และอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพชั้นนำ Food Zone สินค้าสุขภาพในราคาพิเศษ ไปจนถึง Longevity Zone พื้นที่ใหม่ที่ลงลึกถึงการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล และ Workshop ด้าน Longevity ตลอด 4 วัน พบกันวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์