เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภัยเงียบต่อ คุณแม่และลูก ระยะยาว ที่แม้ไม่อ้วนก็เสี่ยงได้

24.04.26 | 21:39 น.

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภัยเงียบต่อ คุณแม่และลูก ระยะยาว ที่แม้ไม่อ้วนก็เสี่ยงได้

เบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน ไม่ว่าจะมีน้ำหนักมากหนือไม่ก็ตามเพราะสาเหตุสำคัญนั้น เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากรก ที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้คุณแม่หลายคน กังวลกับภาวะดังกล่าวไม่น้อย   

ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจBabyAndMom.co.th เผยว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าต้องอ้วนจึงจะเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริงผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีโอกาสเผชิญภาวะนี้ได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากรก ไม่ใช่เพียงปัจจัยเรื่องน้ำหนักตัว 

ด้าน พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ให้ความรู้ในรายการครูก้อยพบแพทย์ว่า กลไกสำคัญของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนที่ชื่อHuman Placental Lactogen ซึ่งสร้างจากรก มีผลทำให้อินซูลินในร่างกายแม่ทำงานลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และสามารถส่งผ่านไปยังทารกผ่านทางสายสะดือได้ ทำให้ทารกได้รับน้ำตาลมากกว่าปกติ จนมีภาวะตัวโตเกินเกณฑ์

ลูกตัวโตไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเสมอไป เสี่ยงคลอดยากและภาวะแทรกซ้อน

หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ ทารกมีโอกาสตัวโตผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณลำตัวและไหล่ ส่งผลให้เกิดภาวะคลอดติดไหล่ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่ต้องใช้เทคนิคช่วยคลอดหลายวิธี เช่น การปรับท่าคลอดมารดา หรือการหมุนไหล่ทารก หรือในบางกรณีแพทย์มีความจำเป็นต้องหักกระดูกไหปลาร้าทารกเพื่อทำคลอด นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทแขน ส่งผลให้เกิดภาวะข้อมือตกได้

Advertisement

นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดอาจเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากหลังคลอดแหล่งน้ำตาลจากมารดาถูกตัดออกแต่ร่างกายยังมีระดับอินซูลินสูง ส่งผลให้เกิดอาการซึม ไม่ร้อง หรือรุนแรงถึงขั้นช็อกได้ โดยแพทย์จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและตรวจระดับน้ำตาลหลังคลอดทันที หากพบภาวะน้ำตาลต่ำในระดับไม่รุนแรงอาจให้ทารกดูดนมเร็วขึ้น แต่หากรุนแรงอาจต้องให้น้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ ผลกระทบระยะยาวต่อทารก เนื่องจากทารกที่ได้รับน้ำตาลสูงในครรภ์ มีแนวโน้มตั้งต้นระบบเผาผลาญแบบเบาหวานและมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

ผลกระทบของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อมารดา

พญ.กมลภัทร อธิบายว่า ในมารดาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดยาก โดยเฉพาะกรณีทารกตัวใหญ่ ด้านคุณแม่เองก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งการฉีกขาดของช่องคลอดอย่างรุนแรง แผลหายช้า รวมถึงเพิ่มโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษการเสียเลือดมากหลังคลอด (มากกว่า 500 ซีซี) ไปจนถึงภาวะช็อกหรือเสียชีวิตในกรณีรุนแรง และมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคต

พญ.กมลภัทร กล่าวเสริมว่า แนวทางสากลมักพิจารณาผ่าคลอดเมื่อทารกมีน้ำหนัก 4,000–4,500 กรัมขึ้นไป แต่สำหรับหญิงไทย แพทย์มักใช้เกณฑ์ประมาณ 3,300–3,500 กรัม เนื่องจากมีโอกาสคลอดธรรมชาติได้ยากกว่า ทั้งนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลร่วมกันระหว่างแพทย์และคุณแม่

แนวทางวินิจฉัยและการรักษา ไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกคน 

โดยครูก้อย ตั้งคำถามถึงแนวทางการรักษาว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกรายหรือไม่ ซึ่ง พญ.กมลภัทร ชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลินในทุกกรณี โดยการวินิจฉัยจะเริ่มจากการทดสอบดื่มกลูโคส 50 กรัม หากไม่ผ่านจะพิจารณาตรวจโดยการทดสอบที่ 100 กรัม แล้วเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลรวม 4 ครั้ง ห่างกันทุก 1 ชั่วโมง เพื่อประเมินความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับน้ำตาล โดยแพทย์จะพิจารณาจากค่าที่ได้ในแต่ละช่วงเวลา หากพบค่าผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่า จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์  จากนั้นแนวทางการรักษาจะเริ่มจากการควบคุมอาหารและติดตามระดับน้ำตาลด้วยการเจาะปลายนิ้วเป็นระยะ หากพบว่าควบคุมไม่ได้หรือมีค่าผิดปกติเกินเกณฑ์ประมาณ 20% แพทย์จึงจะพิจารณาให้อินซูลินเป็นลำดับถัดไป

โดยอินซูลินไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่ต้องปรับขนาดอินซูลินอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ ขณะเดียวกันแพทย์ย้ำว่า การควบคุมอาหารยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องงดแป้งหรือผลไม้ทั้งหมด แต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะสมและรับประทานในสัดส่วนที่สมดุล  

โภชนาการสำคัญ ไม่ต้องงดแป้งและผลไม้ทั้งหมด

หนึ่งในหัวใจของการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ คือการเลือกไม่ใช่การงดไม่ต้องงดแป้งและผลไม้ทั้งหมด  โดย พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ ชี้แจงว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ยังคงต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ลดแป้งขัดสี และเลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล หรือเบอร์รี่ พร้อมแนะนำให้จัดสัดส่วนอาหารในแต่ละมื้อเป็นผักครึ่งจาน คาร์โบไฮเดรต ¼ และโปรตีน ¼  เสริมด้วยไขมันดีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น อะโวคาโด ธัญพืช และน้ำมันมะกอก ย้ำว่าการควบคุมอาหารไม่ใช่การอดอาหาร เพราะอาจส่งผลให้น้ำหนักทารกไม่เพิ่มตามเกณฑ์

ขณะที่ครูก้อยเสริมว่า การเพิ่มโปรตีนจากแหล่งคุณภาพ เช่น ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ หรือถั่ว สามารถช่วยทั้งควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกได้อย่างเหมาะสม

ก่อนที่ครูก้อยจะสรุปว่า ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งแม่และทารก จึงควรให้ความสำคัญกับโภชนาการ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยชี้ว่าการควบคุมน้ำตาลของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์เปรียบเสมือนการออกแบบสุขภาพระยะยาวของลูกขณะเดียวกัน แม้หลังคลอดระดับน้ำตาลของคุณแม่มักกลับสู่ปกติจากการลดลงของฮอร์โมนรก แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เนื่องจากมีความเสี่ยงพัฒนาเป็นเบาหวานในอนาคตสูงกว่าคนทั่วไป และทารกอาจมีความเสี่ยงโรคเบาหวานในอนาคตด้วยเช่นกัน