
คุยกับ ‘หมอเอิง-พญ.อังศ์วรา’ นอนให้ดี กินให้เป็น ฟื้นความสดใสวัย 35+ แบบยั่งยืน
เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 35+ สิ่งที่ผู้หญิงหลายคนเริ่มกังวลอาจไม่ใช่แค่ริ้วรอยเล็กๆ ที่หางตา แต่คือ “พลังงาน” ในการใช้ชีวิตที่ดูเหมือนจะลดน้อยถอยลง หลายคนฝากความหวังไว้กับสกินแคร์ราคาแพงหรือคลินิกความงาม แต่รู้ไหมว่า… เคล็ดลับความอ่อนเยาว์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปลายเหตุ แต่อยู่ที่ “อายุชีวภาพ” (Biological Age) หรือความสมบูรณ์จากภายในนั่นเอง
ในโอกาสฉลองก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคงกับ SOLVEGROUP (โซล์ฟ กรุ๊ป) แบรนด์อาหารเสริมเชิงฟังก์ชั่นสัญชาติไทย โดย หมอเอิง-พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ พร้อมตอกย้ำความสำเร็จด้วยยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท จากความไว้วางใจ ผลลัพธ์และการบอกต่อของผู้ใช้จริง ที่มุ่งมั่นดูแลสุขภาพผู้หญิงยุคใหม่ด้วยแนวคิด “Functional Supplement” ที่ออกแบบสูตรเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างตรงจุด
เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าอายุที่ยืนยาว คือคุณภาพชีวิตที่ดีที่สร้างได้ด้วยการใช้ชีวิตของเราเอง พร้อมพบกับ “SOLVE Omega-3” โอเมก้า-3 คุณภาพสูง EPA+DHA 935 mg ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Preventive Health ดูแลความสมดุลของร่างกายจากภายใน

พญ.อังศ์วรากล่าวว่า “จากการมองว่าความชราและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือ “กรรมพันธุ์” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในความเป็นจริง งานวิจัยด้าน Epigenetics พบว่าพันธุกรรมมีส่วนเพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้น อีกร้อยละ 70-80 ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อม นี่คือหัวใจของ Preventive Health หรือการดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนเกิดโรค
ดังนั้น ความชราและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สามารดูแลใส่ใจปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อโภชนาการและสารอาหารของเราอยู่ในระดับ Optimal ร่างกายจะพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ หรือ Micro Inflammation จะช่วยเสริมสร้างสมดุลที่ดีให้กับร่างกายในระยะยาว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของ Longevity และการชะลอวัยจากภายใน”
“วัย 35+ เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สัญญาณเตือนไม่ได้มาแค่ในรูปแบบของริ้วรอยตื้นๆ หรือริ้วรอยหางตา แต่ยังรวมถึงความเหนื่อยล้าสะสม พลังงานและกล้ามเนื้อที่ลดลง คุณภาพการนอนที่ไม่เหมือนเดิม ไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Hard อดนอน รับประทานอาหารตามใจปาก แล้วหวังว่าตื่นมาทุกอย่างจะรีเซตกลับไปสดใสเหมือนตอนอายุ 20 ต้นๆ นั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป วัย 35 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราไม่สามารถพึ่งพาแค่ “สกินแคร์” หรือ “การเข้าคลินิกความงาม” เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถึงเวลาที่เราต้องหันมาโฟกัสที่ “อายุชีวภาพ” (Biological Age) หรือความสมบูรณ์ของสุขภาพจากภายใน”

หมอเอิงเผยถึงวิธีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อช่วยให้ผู้หญิงวัย 35+ สามารถรักษาสมดุลของร่างกาย ให้ยังคงความสดใส สุขภาพดี และมีพลังงานที่เต็มเปี่ยมในทุกๆ วัน มุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่ได้ต้องการเพียง “ดูเด็ก” ในระยะสั้น แต่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวว่า
“ผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่อยากแก่และอยากดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการมองภาพของตัวเองในอนาคต เช่น เมื่ออายุ 60 ปี เรายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างกระฉับกระเฉง มีสมดุลร่างกายที่ดี มีความคล่องตัว ยังมีพลังงานในการใช้ชีวิต และสำหรับตัวเองแล้ว การดูแลสุขภาพในวันนี้ไม่ใช่การหวังผลในระยะสั้น แต่เป็น การลงทุนเพื่อสุขภาพในอีก 30 ปีข้างหน้า”

ดังนั้น การดูแลตัวเองอันดับแรกที่ควรให้ความสำคัญคือ ‘การนอนหลับ’ ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีแค่โหมดตื่นเพื่อใช้ชีวิต และโหมดนอนหลับ คือ การปิดสวิตช์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ช่วงเวลาที่เราหลับ คืออีกโหมดหนึ่งของร่างกายคือ ช่วงเวลาสำคัญในการฟื้นบำรุงและดูแลระบบภายในให้สมดุล เมื่อเราอายุ 35+ ประสิทธิภาพของสมองและความจำมักถูกพูดถึงมากขึ้น หากเรามีคุณภาพการนอนหลับที่ดี ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ จัดระเบียบความจำ สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลฮอร์โมนที่ส่งผลโดยตรงต่อความสดใสของผิวพรรณ หากการนอนไม่มีคุณภาพ อาจสะท้อนออกมา เป็นการคิดที่ไม่เฉียบคม สมาธิลดลง หิวอยู่ตลอดเวลา หรือความหมองคล้ำและคุณภาพผิวที่ลดลง
หมอเอิงระบุว่า การนอนไม่ดีอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัย และการใช้ยานอนหลับไม่ได้เป็นการรักษาหลัก เป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น สิ่งสำคัญจริงๆ คือการปรับไลฟ์สไตล์ และ Sleep Hygiene หรือสุขอนามัยการนอน เช่น การผ่อนคลายความเครียดก่อนเข้านอน การลดสิ่งกระตุ้นอย่างหน้าจอมือถือ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิห้อง ความเงียบ และการปิดแสงไฟ

อีกประเด็นที่มีผลอย่างมากต่อคุณภาพการนอนคือ “แสงธรรมชาติ” เพราะสมองของมนุษย์ใช้ความเข้มของแสงเป็นตัวกำหนดจังหวะนาฬิกาชีวิต การออกไปรับแสงแดดในช่วงเช้าเพียง 10-15 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่านี่คือช่วงเวลากลางวัน และเมื่อถึงเวลาค่ำที่ความเข้มของแสงลดลง สมองจะเริ่มกระบวนการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับโดยอัตโนมัติในผู้สูงอายุ ปัญหาการนอนมักเกี่ยวข้องกับการลดลงของฮอร์โมนเมลาโทนินตามวัย
แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าผู้สูงอายุต้องการการนอนน้อยลง ทั้งที่ในความเป็นจริงความต้องการการนอนแทบไม่ต่างจากวัยทำงาน เพียงแต่ไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในห้อง เปิดไฟ หรือดูโทรทัศน์ตลอดเวลา ทำให้ร่างกายสับสนว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน รวมถึงการงีบหลับในเวลากลางวันมากเกินไป ซึ่งเปรียบเสมือนการ “ทอนเหรียญการนอน” ออกไป จนทำให้ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลากลางคืน

สิ่งสำคัญประการต่อมาคือ “อาหาร” หมอเอิงแนะนำกฎง่ายๆ และทำได้จริงคือ “ผักครึ่งหนึ่ง โปรตีนครึ่งหนึ่ง และคาร์โบไฮเดรตและไขมันในปริมาณที่เหมาะสม” เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อเราจะเริ่มลดลง ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ การปรับเรื่องอาหารในวัยนี้ร่วมกับการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง จะช่วยให้ดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวได้ดี การเน้นรับประทานไฟเบอร์จากผักและผลไม้จะช่วยดูแลการทำงานของระบบย่อยอาหาร ซึ่งลำไส้ที่ดีย่อมส่งผลต่อความสดใสของผิวพรรณ

ในขณะที่ “โปรตีน” คือโครงสร้างสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและผิวหนัง หากร่างกายได้รับโปรตีนและน้ำสะอาดเพียงพอนอกจากน้ำหนักตัวจะคงที่แล้ว ผิวจะแลดูสดใสขึ้นจากภายในอีกด้วย
ความอ่อนเยาว์ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้หยุดอยู่แค่งานผิวเท่านั้น ผู้หญิงหลายคนมักเผลอมองข้ามไปคือ ‘เส้นผมเป็นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนภาพลักษณ์’ มากกว่าที่เราคิด “เรามักทุ่มเทเวลาดูแลผิวหน้าจนลืมไปว่า หนังศีรษะและเส้นผมก็แก่ลงได้เช่นกัน และในขณะที่ผิวหน้าสามารถพึ่งพาเลเซอร์หรือเครื่องมือยกกระชับเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ได้ในเวลาอันสั้น แต่สำหรับเส้นผม หากปล่อยให้บาง หลุดร่วง หรือรูขุมขนฝ่อไปแล้ว การฟื้นฟูให้กลับมาหนาดกดำด้วยทรีตเมนต์เพียงครั้งสองครั้งนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้น การดูแลเส้นผมในวัย 35+ เริ่มจากภายในด้วยการเสริมโภชนาการโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแสงแดด และลดความเครียด จะช่วยทำให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรง พร้อมทั้งช่วยดูแลสมดุลของรูขุมขนบนหนังศีรษะได้
นอกจากการดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ลดความเครียด ดูแลเรื่องการนอนแล้ว การเติมสารอาหารเสริม (Supplements) ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ จะช่วยเติมเต็มช่องโหว่ที่อาหารมื้อปกติให้ไม่เพียงพอ (หมายเหตุ: การรับประทานวิตามินควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
หนึ่งในกลไกสำคัญของการดูแลและลดปัจจัยภาวะขาดสมดุลของร่างกาย คือ การลดสิ่งตกค้างที่คอยรบกวนระบบร่างกายเหล่านี้ ซึ่ง Omega-3 (โอเมก้า 3) จะทำหน้าที่เสมือน “คานดุล” ของระบบไขมันในร่างกาย ระหว่างไขมันกลุ่มที่กระตุ้นมลภาวะภายในที่สะสมอย่าง Omega-6 และไขมันมีส่วนช่วยดูแลสมดุลของร่างกายคือโอเมก้า-3 เรียกว่าเป็นตัวช่วยกลไกการฟื้นบำรุงร่างกายจากภายใน ที่เริ่มต้นดูแลตั้งแต่ระบบพื้นฐานของสุขภาพโดยรวม

“Omega-3 (โอเมก้า 3) ประกอบด้วย EPA และ DHA สำหรับวัยทำงานแนะนำให้เน้นสัดส่วนของ EPA ที่ช่วยดูแลสมดุลภายใน (ในขณะที่ DHA จะเด่นเรื่องบำรุงสมอง) ปัจจุบันคนเรามักได้รับ Omega-6 จากอาหารทอดมากเกินไปจนร่างกายเสียสมดุล การเติม Omega-3 จากปลาทะเลที่มีไขมันสูง ที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูง จึงเป็นการปรับสมดุลให้สัดส่วนของ Omega-6: Omega-3 ใกล้เคียง 4:1 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เราต้องการ ช่วยบำรุงสมองและฟื้นบำรุง ความสมบูรณ์ของสุขภาพจากภายในร่างกายด้วย” คุณหมอเอิงกล่าว
ในด้านผิวพรรณและความงาม “การดูแลผิวในปัจจุบัน ไม่ได้ดูแลเพียงความสวยงามภายนอก แต่เริ่มจากภายใน” ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ คือฝันร้ายของผู้หญิงไทยกว่าร้อยละ 70 เมื่อก้าวเข้าสู่วัยนี้ สารสกัดกลุ่ม Pycnogenol (สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส) มีงานวิจัยว่ามีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดเลือนกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ ช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอและในส่วนของ Astaxanthin (แอสตาแซนธิน) ที่ช่วยดูแลผิวจากการถูกทำร้ายด้วยแสงแดด และมีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่ม ช่วยให้ผิวคงความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น
เพราะการดูแลตัวเองวันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในอีก 30 ปีข้างหน้า
