หากลองนึกถึงคนรอบข้างสักครู่ ไม่ว่าจะเป็นคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่นั่งติดกันบนรถไฟฟ้า จากคนทั้งหมดนั้น รู้หรือไม่ว่ามีโอกาสสูงมากที่อย่างน้อย 1 ใน 6 คน กำลังแบกรับความเสี่ยงของโรคไตอยู่โดยไม่รู้ตัว ตัวเลขจากสถิติสุขภาพในประเทศไทยพบว่า คนไทยถึง 17.5% อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ โรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก กว่าจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ไตมักเสื่อมประสิทธิภาพไปแล้วกว่า 60–70% แล้วเพื่อให้เข้าใจโรคนี้มากขึ้น ทั้งสัญญาณเตือน กลุ่มเสี่ยง และแนวทางรักษา ชวนไปพูดคุยกับ นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อถอดรหัสภัยเงียบที่คนไทยหลายล้านคนอาจกำลังเผชิญอยู่

โรคไต ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน
หลายคนรู้จักไตในฐานะอวัยวะภายในร่างกาย มีหน้าที่ “กรองของเสีย” แต่ความจริงแล้วไตทำงานหนักกว่านั้น ไตมีหน้าที่รักษาสมดุลเกลือแร่และกรด-ด่างในเลือด สร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดันโลหิต และช่วยรักษามวลกระดูกไปพร้อมกัน เรียกได้ว่าไตคือหนึ่งในกลไกสำคัญที่ค้ำจุนให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติทุกวัน เมื่อไตเสียหาย ระบบทั้งหมดนี้จึงล้มพร้อมกันเป็นโดมิโน และในบางกรณีที่รุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเสียชีวิตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัวเลยแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเสียหายของไตคือการที่มันเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกอย่าง กินได้ นอนหลับได้ ทำงานได้ โดยไม่รู้เลยว่าไตกำลังเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ กว่าจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ไตมักเสื่อมประสิทธิภาพไปแล้วกว่า 60–70% ซึ่งหมายถึงว่าเมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ โรคได้เดินทางเข้าสู่ระยะท้ายเรียบร้อยแล้ว
นพ.ปรัชญา อธิบายว่า “โรคไตเรื้อรังหมายถึงภาวะที่ไตทำงานได้น้อยกว่า 60% ของคนปกติ ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน โดยไม่จำกัดสาเหตุ เมื่อถึงระยะท้าย อาการที่ตามมามักหนักและกระทบชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ทั้งขาบวม นอนราบไม่ได้เพราะมีน้ำเกินในช่องปอด อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายจากภาวะซีด คลื่นไส้อาเจียน และง่วงซึมจากของเสียที่คั่งค้างในร่างกาย บางรายยังพบความผิดปกติของเกลือแร่อย่างโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง ซึ่งไม่มีอาการให้สังเกตได้เลย ต้องตรวจพบจากการเจาะเลือดเท่านั้น”

แพทย์แนะคัดกรองด่วนก่อนเข้าสู่ระยะท้าย
โรคไตเรื้อรังไม่ได้เลือกว่าจะเกิดกับใคร แต่มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นพ.ปรัชญา ระบุว่าหากคุณอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อไปนี้ ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนค่อยไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจหมายความว่าสายเกินไปแล้ว การตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละครั้งคือสิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้
ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับต้นๆ เนื่องจากทั้งสองโรคทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปหล่อเลี้ยงไตโดยตรงและสะสมความเสียหายอย่างเงียบๆ มาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะอ้วนและโรคหัวใจก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน เพราะความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและการเผาผลาญมักส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตในระยะยาว
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แม้จะไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ก็ตาม ความเสื่อมตามอายุของไตเป็นเรื่องปกติทางชีววิทยา แต่ในบางคนเสื่อมเร็วกว่าที่ควร การตรวจสม่ำเสมอจึงช่วยจับสัญญาณผิดปกติได้ก่อนที่จะลุกลาม
ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อย โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs อย่างยาแก้เคล็ดขัดยอกหรือยาลดไข้บางชนิดที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป รวมถึงยาเส้นและสมุนไพรบางชนิดที่นิยมในไทย หลายคนไม่รู้ว่าการรับประทานยาเหล่านี้สม่ำเสมอโดยไม่ปรึกษาแพทย์ สามารถสะสมความเสียหายต่อไตได้โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าเลย
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต โดยเฉพาะโรคไตถุงน้ำซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากพ่อแม่หรือพี่น้องเคยได้รับการวินิจฉัย ความเสี่ยงของคุณสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยครั้ง หรือมีกรดยูริกสูงและโรคเกาต์ ก็ควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
ตรวจคัดกรองโรคไต ฟังดูน่ากลัว แต่ง่ายกว่าที่คิด
สำหรับการตรวจคัดกรองโรคไตในเบื้องต้นไม่ได้ยุ่งยากหรือแพงอย่างที่หลายคนคิด นพ.ปรัชญา แนะนำ 3 วิธีที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ดังนี้
วิธีแรกคือการวัดความดันโลหิต ซึ่งทำได้เองที่บ้านหรือตามร้านสะดวกซื้อ ฟังดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ความดันสูงที่ถูกมองข้ามคือหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคไตในไทย หากพบค่าผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจไตต่อทันที
วิธีที่สองคือการเจาะเลือดตรวจค่าครีเอตินีน เพื่อคำนวณค่า eGFR หรือประสิทธิภาพการกรองของไต ซึ่งโดยทั่วไปจะรวมอยู่ในแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไปอยู่แล้ว หากค่าการกรองต่ำกว่า 60% ติดต่อกัน 3 เดือน ถือว่าเข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง
วิธีที่สามคือชุดตรวจโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจโควิดที่คุ้นเคย เพียงเก็บปัสสาวะแล้วหยดลงบนแผ่นตรวจ ถ้าผลแสดงว่ามีโปรตีนรั่ว นั่นคือสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลต่อ สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปีและไม่มีความเสี่ยง แนะนำตรวจปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรเพิ่มการเจาะเลือดตรวจครีเอตินีนควบคู่ด้วยเสมอ
แนวทางการรักษาโรคไต
การรักษาโรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ช่วงแรกคือการชะลอความเสื่อม ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และไขมัน ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดอาหารเค็ม งดบุหรี่ และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แต่เมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่ 4–5 หรือไตทำงานได้น้อยกว่า 30% ไตมักไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีกแล้ว แพทย์จะพิจารณาเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต ซึ่งหมายถึงการใช้วิธีการต่างๆ เพื่อทำหน้าที่แทนไตธรรมชาติที่เสียไป โดยมีอยู่ 3 รูปแบบ ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในฐานะโรงพยาบาลตติยภูมิและโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ มีความพร้อมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีรองรับครบทั้ง 3 วิธี
1. การล้างไตทางช่องท้อง เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยวางสายผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง แล้วใช้น้ำยาพิเศษดูดซับของเสียออกจากร่างกาย สามารถทำในช่วงกลางคืนขณะนอนหลับหรือแบ่งทำหลายรอบตลอดวัน เหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้ที่หัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ข้อที่ต้องคำนึงถึงคือต้องทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
2. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือการที่ผู้ป่วยเดินทางไปยังสถานพยาบาลเพื่อให้เครื่องกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด แล้วส่งเลือดที่สะอาดกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยต้องทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เนื่องจากไม่ได้ทำทุกวันเหมือนไตปกติ ผู้ป่วยจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำดื่มและอาหารอย่างเข้มงวดในช่วงระหว่างวัน ซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ใช้เทคโนโลยี HDF (Hemodiafiltration) หรือการฟอกเลือดความบริสุทธิ์สูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียได้ดีกว่าการฟอกเลือดแบบทั่วไป
3. การปลูกถ่ายไต คือวิธีที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด และถือเป็นการคืนชีวิตให้กับผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยนำไต 1 ข้างจากผู้บริจาคมาผ่าตัดวางไว้ในช่องท้องด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องตัดไตเดิมออก เนื่องจากมีความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น และไตเดิมแม้จะทำงานได้น้อยมากก็ยังมีประโยชน์บ้างต่อร่างกาย ผู้ที่ปลูกถ่ายไตสำเร็จสามารถกลับมาทำงาน เรียน และดูแลครอบครัวได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์กับการฟอกเลือดอีกต่อไป ซึ่งศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพิ่งเปิดให้บริการด้านนี้มาได้ประมาณ 2 ปี โดยรองรับทั้งสองรูปแบบ
สำหรับแหล่งที่มาของไตที่ใช้ปลูกถ่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้บริจาคที่มีชีวิต ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้ต้องเป็นญาติหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ข้อดีคือผู้ป่วยไม่ต้องรอคิวหรือฟอกเลือดก่อน สามารถวางแผนผ่าตัดได้เลยเมื่อไตเข้าสู่ระยะสุดท้าย ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดและมีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด กลุ่มที่สองคือ ผู้บริจาคที่เสียชีวิตสมองตาย ซึ่งได้รับการจัดสรรผ่านศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยตามระบบคะแนนความเข้ากันได้ทางการแพทย์ วิธีนี้อาจต้องรอนานเนื่องจากปัจจุบันมีผู้รอรับบริจาคกว่า 10,000 คน แต่ทำได้เพียงปีละ 1,000 รายเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคในรูปแบบใด
นพ.ปรัชญา ย้ำว่า ผู้บริจาคทุกคนต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดจากทีมแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของผู้บริจาคจะไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว

ร่วมตรวจคัดกรองโรคไต ได้ที่งาน Thailand Healthcare 2026
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากรู้ว่าไตของตัวเองยังแข็งแรงดีอยู่ไหม ไม่ต้องรอนัดหมอ เพราะมีโอกาสดีๆ ที่ไม่ควรพลาดกำลังจะมาถึงกับงาน Thailand Healthcare 2026 “Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” งานแฟร์สุขภาพที่อยู่คู่คนไทยต่อเนื่องกว่า 18 ปี กลับมาอีกครั้งพร้อมบริการตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลกว่า 15 แห่ง โดยปีนี้ทีมแพทย์จากศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการตรวจคัดกรองโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะฟรี เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคไตเบื้องต้น หากผลพบความผิดปกติจะได้รับคำแนะนำในการพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันต่อทันที
และสำหรับคนที่ตรวจแล้วผลปกติ สุขภาพแข็งแรงดี นพ.ปรัชญา ชวนให้ลองพูดคุยกับคนในครอบครัวด้วยว่ามีสมาชิกคนไหนที่กำลังรอการบำบัดทดแทนไตอยู่หรือเปล่า เพราะนั่นอาจหมายความว่าคุณคือ 1 คนที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนที่คุณรักได้ ทีมแพทย์ในงานพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการบริจาคไตและการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ภายในงานยังมีเวทีเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 30 คน ตลอดจนเวิร์กชอปเพื่อสุขภาพกายและใจ และแบรนด์สุขภาพชั้นนำอีกมากมาย เข้าฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
📅 25–28 มิถุนายน 2569 📍 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 🔗 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://evcnx.co/THCV26

