มะเร็งตับคร่าชีวิตชายไทยอันดับ 1 แพทย์เตือน คนไทยครึ่งประเทศเสี่ยงตับพังไม่รู้ตัว

6.06.26 | 16:00 น.

มะเร็งตับคืออันดับ 1 ของมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ชายไทยมากที่สุด และคนไทยเกือบครึ่งประเทศมีไขมันพอกตับซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว ตัวเลขอาจดูน่าตกใจ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือโรคตับไม่เคยส่งสัญญาณเตือนใดๆ ในระยะแรก ทว่าตับของคุณอาจกำลังเสียหายอยู่ในขณะนี้ ขณะที่คุณยังรู้สึกแข็งแรงดีทุกอย่าง
เพราะธรรมชาติของตับมีความอดทนค่อนข้างสูง มันจะพยายามชดเชยการทำงานในส่วนที่เสียไปจนกว่าจะถึงจุดที่ทนไม่ไหวจริงๆ ซึ่งอาจเป็นเวลาหลายสิบปีหลังจากที่โรคเริ่มต้นขึ้นแล้ว เราจึงชวน นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มาไขข้อข้องใจว่า ทำไมการรอให้ป่วยก่อนค่อยตรวจถึงเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดที่คุณจะทำกับตัวเองได้

“ตับ” อวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด แต่เราดูแลน้อยที่สุด

หลายคนอาจคิดว่าตับมีหน้าที่แค่ “กรองสารพิษ” แต่ความจริงแล้ว ตับคือโรงงานขนาดใหญ่ที่ทำงานพร้อมกันกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย นพ.วรวัฒน์ อธิบายว่า ตับทำหน้าที่สร้างโปรตีนในเลือดที่เรียกว่าอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งควบคุมสมดุลสารน้ำในร่างกาย, กำจัดสารพิษจากยาและอาหาร, ควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมัน, สังเคราะห์น้ำดี และยังดูแลระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ถ้าตับล้มเหลว ระบบอื่นในร่างกายจะพังตามกันเป็นโดมิโน
สิ่งที่ทำให้โรคตับอันตรายเป็นพิเศษคือ ตับมีความอดทนสูง โดยจะพยายามชดเชยการทำงานในส่วนที่เสียไปจนกว่าจะถึงจุดที่ทนไม่ไหวจริงๆ ซึ่ง นพ.วรวัฒน์ ระบุว่าต้องเสียหายไปกว่า 50-75% ของเนื้อตับทั้งหมด ถึงจะเริ่มปรากฏอาการให้เห็น

“ตับมีความอดทนมากก่อนที่จะเริ่มแย่ลงหรือมีอาการแสดงให้เห็น บางทีเราสามารถเหลือเนื้อตับแค่ 25% แต่ยังทำงานทดแทนส่วนที่เหลือได้ นั่นคือสาเหตุที่คนไข้มักชะล่าใจ”นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร

เมื่อตับถึงจุดที่ทำงานทดแทนไม่ไหว อาการที่จะปรากฏออกมาคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตจากน้ำคั่งในช่องท้อง (ท้องมาน) และอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งหมายความว่าโรคดำเนินมาไกลมากแล้ว

Advertisement

เช็กลิสต์กลุ่มเสี่ยงโรคตับ

นพ.วรวัฒน์ ระบุสาเหตุหลักของโรคตับในไทยอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมคนหลายกลุ่มกว่าที่คิด

กลุ่มที่ 1 ผู้มีโรคประจำตัวและภาวะอ้วน ผู้ที่เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรืออ้วน (BMI เกินเกณฑ์) เสี่ยงสูงมากต่อภาวะไขมันพอกตับ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน คุณหมอระบุว่า “ส่วนใหญ่มักมีไขมันพอกตับเสมอ” และเมื่อไขมันสะสมในตับนานวันเข้า จะนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง → พังผืด → ตับแข็ง → มะเร็งตับ ในที่สุด

กลุ่มที่ 2 ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นปัจจัยเร่งที่ทำลายตับโดยตรง นอกจากนี้ Sedentary Life หรือภาวะขยับน้อย ก็เป็นอีกตัวการสำคัญ ลองนึกดูว่าชีวิตประจำวันของคุณเป็นแบบนี้ไหม อาทิ ตื่น → อาบน้ำ → ขับรถ → นั่งทำงานทั้งวัน → กลับบ้าน → กินข้าว → นอน ถ้าใช่ คุณกำลังสะสมไขมันในตับโดยไม่รู้ตัว
กลุ่มที่ 3 ผู้มีประวัติครอบครัว หรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ นี่คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะ ไวรัสตับอักเสบบี สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด และไวรัสจะฝัง DNA ของตัวเองรวมกับเนื้อตับ ค่อยๆ อักเสบทีละน้อยจนถึงอายุ 40-50 ปี ก็อาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ โดยที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่อ้วน และไม่มีอาการใดๆ มาก่อนเลย
“บางคนรู้อยู่แล้วว่าในครอบครัวมีไวรัสตับอักเสบบี แต่เพราะไม่มีอาการอะไร ก็ไม่ไปตรวจ หรือเคยได้ยินว่าตัวเองเป็น ‘พาหะ’ ก็เลยคิดว่าไม่ต้องทำอะไร ปัจจุบันเราไม่ใช้คำว่าพาหะแล้วครับ ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองทันที” นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร

3 วิธีตรวจคัดกรองไต

แม้จะเป็นภัยเงียบที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว แต่ข่าวดีคือการตรวจคัดกรองโรคตับในระยะแรกนั้น ไม่ซับซ้อน ไม่น่ากลัว และเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่คิดมาก นพ.วรวัฒน์ แนะนำ 3 วิธีหลักที่ทำได้ทันทีดังนี้
1. การเจาะเลือดตรวจค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) เป็นการตรวจเบื้องต้นที่บอกได้ว่ามีการอักเสบของตับหรือไม่ และยังตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ได้ในคราวเดียวกัน
2. การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ช่วยให้เห็นภาพตับได้โดยตรง บอกได้ว่ามีไขมันสะสมในตับมากน้อยแค่ไหน หรือมีความผิดปกติใดๆ ในเนื้อตับ
3. การตรวจ Fibroscan เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงประเมินความแข็งของเนื้อตับ บอกได้ว่าเริ่มมีพังผืดสะสมหรือยัง โดยไม่เจ็บปวดและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
คุณหมอแนะนำว่า ถ้าอายุ 20 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจเลย ขอให้ตรวจสักครั้ง และถ้าอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรตรวจอัลตราซาวนด์ประเมินเนื้อตับเป็นพื้นฐาน ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงในครอบครัว ไม่ต้องรอถึงอายุนั้นเลย มาตรวจได้เลยทันที

โรคตับรักษาได้ถ้ารู้เร็ว

นพ.วรวัฒน์ แบ่งแนวทางการดูแลรักษาออกเป็น 2 ระยะอย่างชัดเจน

ระยะต้น: ยังแก้ไขได้ด้วยตัวเอง สำหรับกลุ่มที่มีไขมันพอกตับระยะแรก การลดน้ำหนัก 3-10% ของน้ำหนักตัว (ขึ้นอยู่กับความรุนแรง) ร่วมกับการปรับ Lifestyle ลดอาหาร Fast food, น้ำตาล, แป้ง และเพิ่มการออกกำลังกาย สามารถชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มียาต้านไวรัสที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสไม่ให้ทำลายตับ ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี มียาทานที่รักษาหายขาดได้ในระยะที่ตับยังไม่เสียหายมาก
ระยะท้าย: ต้องพึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับผู้ที่เข้าสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว การรักษาจะซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก ไปจนถึง การปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) ซึ่งต้องใช้ทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีขั้นสูง คุณหมอย้ำว่าถ้าพบมะเร็งตับในระยะที่แพร่กระจายแล้ว อัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 6 เดือน เท่านั้น ต่างจากระยะต้นที่ยังมีโอกาสหายขาดได้สูง

พาคนที่คุณรักมาตรวจสุขภาพฟรีที่งาน Thailand Healthcare 2026

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากรู้ว่าตับของคุณหรือคนในครอบครัวเป็นอย่างไร นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่คุณไม่ควรพลาด
งาน Thailand Healthcare 2026 “Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” จะมีบริการ ตรวจคัดกรองโรคตับฟรี รวมถึงการตรวจไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี จากโรงพยาบาลชั้นนำ พร้อมรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับโดยตรง และถ้าผลตรวจมีความผิดปกติ ทีมแพทย์จะช่วยวางแผนดูแลต่อทันที ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับมือคนเดียว อย่ารอให้ตับส่งสัญญาณก่อน เพราะกว่าจะรู้สึกได้ มันอาจสายไปแล้ว

📅 25–28 มิถุนายน 2569 📍 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 🔗 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://evcnx.co/THCV26