ไม่ดื่มก็เสี่ยง! แพทย์เตือน ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่ แนะวิธีดูแลสุขภาพ
หลายคนมักเข้าใจว่า “มะเร็งตับ” เป็นโรคที่เกิดกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง รวมถึงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่ส่งผลเสียต่อตับโดยไม่รู้ตัว
พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดเผยว่า มะเร็งตับเกิดจากการที่เซลล์ตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนเกิดเป็นก้อนเนื้อร้าย โดยมักพบในผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี เนื่องจากโรคค่อยๆ พัฒนาจากการอักเสบเรื้อรังของตับเป็นเวลานาน
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งตับเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญของคนไทย โดยพบมากในเพศชาย และยังเป็นโรคที่น่ากังวลเพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว

-
ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นมะเร็งตับได้
พญ.สาวินี ระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น โดยสาเหตุสำคัญที่พบได้ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งพบมากในคนไทย ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) ตับแข็ง โรคทางพันธุกรรมบางชนิด การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
พญ.สาวินี อธิบายว่า ปัจจุบันภาวะ ไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบมากขึ้นในคนอายุน้อย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง การรับประทานอาหารหวานและอาหารแปรรูป รวมถึงการไม่ค่อยออกกำลังกาย “หลายคนใช้ชีวิตตามปกติและดูแข็งแรง แต่ตับอาจกำลังมีปัญหาโดยไม่รู้ตัว” พญ.สาวินีกล่าว
-
อาการระยะแรกมักเงียบ ควรตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ
มะเร็งตับถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ และอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพหรือการคัดกรอง ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ผู้มีภาวะตับแข็ง หรือผู้ที่มีไขมันพอกตับ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ทุก 6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ อาทิ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดหรือคลำได้ก้อนบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง อาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณว่าโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว


-
ตรวจพบเร็ว เพิ่มโอกาสรักษาหาย
สำหรับการรักษา ปัจจุบันมีหลายแนวทางตามระยะของโรคและสภาพตับของผู้ป่วย ได้แก่ การผ่าตัด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความร้อน การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ระบุว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับจะอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งอายุรแพทย์โรคตับ ศัลยแพทย์ แพทย์รังสี และแพทย์โรคมะเร็ง เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษา โดยใช้เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัย เช่น อัลตราซาวนด์ CT และ MRI
พญ.สาวินี ระบุว่าหากตรวจพบมะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาหายขาดได้ แต่แม้รักษาหายแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือตับแข็ง จึงจำเป็นต้องติดตามอาการและตรวจตับตามนัดอย่างต่อเนื่อง

-
แพทย์แนะดูแลตับตั้งแต่วันนี้
พญ.สาวินีฝากถึงประชาชนว่า การดูแลตับไม่ใช่เรื่องของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว เพราะคนที่ดูสุขภาพดีอาจมีความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยการป้องกันสามารถเริ่มจากการ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ รวมถึงเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
“อย่ารอให้มีอาการก่อน เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ คือโอกาสสำคัญที่จะรักษาได้ทันและช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” พญ.สาวินีกล่าว

