ปลูกผม FUE คืออะไร? Hairsmith Clinic วิเคราะห์แบบเคสต่อเคส พร้อมใช้ Implanter Pen
ปัญหาผมร่วง ผมบาง แนวผมถอย หรือศีรษะล้าน แม้จะดูคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงรายละเอียดของแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งสาเหตุของผมร่วง รูปแบบของแนวผม ความแข็งแรงของรากผมบริเวณด้านหลังศีรษะ ไปจนถึงอายุ รูปหน้า และไลฟ์สไตล์ การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามเพียงว่า ต้องปลูกกี่กราฟท์ แต่ควรรู้ก่อนว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร และวิธีไหนเหมาะสมที่สุด
หนึ่งในวิธีปลูกผมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ ปลูกผม FUE (Follicular Unit Excision) เทคนิคที่นำรากผมจากบริเวณ Donor Area ออกมาทีละกราฟต์ด้วยหัวเจาะขนาดเล็ก แล้วนำไปปลูกในบริเวณที่ผมบางหรือศีรษะล้าน จุดเด่นคือไม่มีแผลเป็นแนวยาวบริเวณด้านหลังศีรษะเหมือนการปลูกผมแบบ FUT แต่จะเกิดเป็นรอยแผลขนาดเล็กเป็นจุด ๆ ในบริเวณที่นำกราฟต์ออกแทน
Hairsmith Clinic คลินิกปลูกผมเฉพาะทางในกรุงเทพฯ จึงมองว่าหัวใจของการปลูกผม FUE ไม่ใช่เพียงการเลือกเทคนิคหรือเครื่องมือที่ใช้ แต่คือการวิเคราะห์และวางแผนให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ดีไม่ใช่แค่มีผมเพิ่มขึ้น แต่ต้องดูเป็นธรรมชาติ รับกับใบหน้า และดูไม่ออกว่าเคยปลูกผมมา
ปลูกผม FUE คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยม
FUE หรือ Follicular Unit Excision เป็นวิธีการนำรากผมออกจากบริเวณ Donor Area ซึ่งโดยทั่วไปอยู่บริเวณด้านหลังและด้านข้างศีรษะ โดยแพทย์จะใช้หัวเจาะขนาดเล็กเจาะนำกราฟท์ออกมาทีละราก
เหตุผลที่เลือกเส้นผมจากบริเวณดังกล่าว เพราะรากผมใน Donor Area โดยทั่วไปมีความแข็งแรงและทนต่ออิทธิพลของฮอร์โมน DHT ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะผมร่วงจากกรรมพันธุ์ได้มากกว่าเส้นผมในหลายบริเวณ
หลังนำกราฟท์ออกมาแล้ว จะมีการคัดแยกและดูแลกราฟท์ก่อนนำไปปลูกในบริเวณที่ออกแบบไว้ โดยขั้นตอนการวางกราฟท์ต้องคำนึงถึงหลายรายละเอียด ทั้งตำแหน่ง ความหนาแน่น องศา และทิศทางของเส้นผม เพื่อให้ผมที่ขึ้นใหม่กลมกลืนไปกับเส้นผมเดิม
ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง FUE กับ FUT คือวิธีนำกราฟท์ออก ในขณะที่ FUE เจาะออกทีละกราฟท์ 8FUT จะตัดหนังศีรษะบริเวณ Donor Area ออกมาเป็นแถบก่อนแยกเป็นกราฟท์ จึงมีลักษณะของแผลหลังทำแตกต่างกัน
แต่ Hairsmith Clinic มองว่าไม่มีเทคนิคใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะทั้ง FUE และ FUT ต่างมีข้อดีและข้อจำกัดของตัวเอง การเลือกวิธีปลูกผมจึงควรขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผม จำนวนกราฟท์ที่ต้องการ ลักษณะของ Donor Area และไลฟ์สไตล์ของคนไข้เป็นสำคัญ
เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปลูกผมจึงใช้สูตรเดียวกันไม่ได้
หนึ่งในแนวคิดหลักที่ Hairsmith Clinic ให้ความสำคัญ คือการวิเคราะห์ปัญหาแบบ Case by Case คนไข้สองคนอาจมีหน้าผากกว้างหรือแนวผมเว้าคล้ายกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้จำนวนกราฟท์เท่ากัน หรือควรออกแบบแนวไรผมเหมือนกัน เพราะยังมีรายละเอียดอื่นที่ต้องนำมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นอายุ สัดส่วนใบหน้า ขนาดหน้าผาก ความหนาของเส้นผม ความหนาแน่นของ Donor Area ทิศทางการขึ้นของเส้นผมเดิม รวมถึงแนวโน้มที่เส้นผมอาจบางลงในอนาคต
ก่อนปลูกผม คุณหมอจึงต้องประเมินก่อนว่า บริเวณไหนคือปัญหาที่ควรแก้จริง ควรใช้กราฟท์ประมาณเท่าไร และควรวางกราฟท์อย่างไรจึงจะได้ความหนาแน่นที่เหมาะสม โดยไม่ดึงกราฟท์จาก Donor Area ออกมามากเกินความจำเป็นเพราะ Donor Area เปรียบเสมือนต้นทุนของเส้นผมที่แต่ละคนมีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้น จำนวนกราฟท์ที่มากกว่าไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะดีกว่าเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือการใช้กราฟท์ที่มีอยู่อย่างเหมาะสม วางตรงจุด และเผื่อแผนสำหรับเส้นผมในอนาคตด้วย
แนวผมธรรมชาติ ไม่ได้หมายถึงแค่ปลูกให้แน่น
อีกหนึ่งรายละเอียดที่เป็นหัวใจของ Hairsmith Clinic คือการออกแบบแนวผมให้ดูเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับใบหน้าของแต่ละคน
แนวไรผมของคนจริง ๆ ไม่ได้เรียงตัวเป็นเส้นตรงอย่างสมบูรณ์แบบ การออกแบบแนวผมจึงต้องคำนึงถึงความไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ หรือ Irregular Hairline รวมถึงสัดส่วนของหน้าผาก โครงหน้า อายุ และแนวผมเดิมของคนไข้
นอกจากนี้ กราฟท์แต่ละชนิดยังสามารถถูกนำมาใช้ต่างตำแหน่งกันได้ เช่น กราฟท์เส้นเดี่ยวเหมาะกับบริเวณแนวผมด้านหน้าเพื่อให้ดูนุ่มนวล ขณะที่กราฟท์ที่มีเส้นผมหลายเส้นสามารถนำไปช่วยสร้างความหนาแน่นในบริเวณด้านในได้
องศาและทิศทางของเส้นผมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะต่อให้ใช้กราฟท์จำนวนมาก หากเส้นผมที่ปลูกขึ้นในทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กับเส้นผมเดิม ผลลัพธ์ก็อาจดูไม่เป็นธรรมชาติได้
สำหรับ Hairsmith เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ ปลูกให้ขึ้น แต่ต้องออกแบบให้เมื่อผมขึ้นเต็มที่แล้ว คนรอบข้างดูไม่ออกว่าแนวผมนั้นผ่านการปลูกมา
Implanter Pen เกี่ยวอะไรกับการปลูกผม FUE
อีกคำหนึ่งที่คนศึกษาข้อมูลปลูกผมน่าจะเจอบ่อยคือ Implanter Pen หลายคนอาจเข้าใจว่า Implanter Pen คือชื่อของเทคนิคปลูกผมอีกประเภทหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้ว Implanter Pen เป็นเครื่องมือที่ใช้ในขั้นตอนนำกราฟท์กลับลงไปปลูกบนหนังศีรษะ ไม่ใช่วิธีนำกราฟท์ออกแบบ FUE หรือ FUT
ในขั้นตอนนี้ กราฟท์ผมซึ่งมีขนาดเล็กจะถูกเตรียมเข้าสู่อุปกรณ์ ก่อนนำไปวางในตำแหน่งที่แพทย์กำหนดไว้ตามแผนการปลูก
ข้อดีของการใช้ Implanter Pen คือช่วยลดความบอบช้ำของรากผมในระหว่างขั้นตอนการปลูก และช่วยให้การวางกราฟท์เป็นไปอย่างละเอียด ทั้งเรื่องตำแหน่ง ความลึก องศา และทิศทางของเส้นผม
Hairsmith Clinic เลือกใช้ Implanter Pen ในการปลูกผมทุกเคส และสำหรับเคสปลูกผม FUE ทางคลินิกระบุว่าไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายของ Implanter Pen เพิ่มเป็นออปชันแยกต่างหาก
เหตุผลไม่ใช่เพราะเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวจะตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด แต่เพราะทางคลินิกต้องการให้คนไข้ทุกเคสได้รับกระบวนการปลูกตามมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างแพ็กเกจเครื่องมือในขั้นตอนสำคัญของการรักษา
FUE ที่ Hairsmith ใช้ WAW FUE System ในการเก็บกราฟท์
สำหรับขั้นตอนการนำกราฟท์ออก Hairsmith Clinic ใช้ WAW FUE System รุ่นไฮบริด โดยหัวเจาะที่ใช้มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร และสามารถเลือกทิศทางการทำงานให้สัมพันธ์กับแนวของเส้นผมได้
ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความละเอียด เพราะรากผมใต้หนังศีรษะไม่ได้ตั้งตรงเหมือนส่วนของเส้นผมที่เรามองเห็นจากภายนอก การเลือกองศาในการเจาะจึงมีส่วนสำคัญต่อการนำกราฟท์ออกมาให้สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม Hairsmith ไม่ได้วางเครื่องมือให้เป็นพระเอกของการปลูกผม เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใด สิ่งที่ยังสำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ก่อนทำ การวางแผนจำนวนกราฟท์ การออกแบบแนวผม และประสบการณ์ของแพทย์
ผมบาง ไม่ได้แปลว่าต้องปลูกผมทุกคน
เรื่องหนึ่งที่คนไข้ควรรู้ก่อนตัดสินใจ คือไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหาผมร่วงหรือผมบางแล้วจำเป็นต้องปลูกผมทันที
ผมร่วงสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ความเครียด โรคบางชนิด ภาวะทางหนังศีรษะ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ การวิเคราะห์สาเหตุจึงควรมาก่อนการเลือกวิธีรักษา
ในบางคน ปัญหาอาจยังสามารถดูแลด้วยวิธีอื่น หรือควรควบคุมภาวะผมร่วงก่อนพิจารณาการปลูกผม ขณะที่บางคนแม้ต้องการปลูก แต่หาก Donor Area มีจำกัด ก็ต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าการปลูกจะให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมหรือไม่
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ Hairsmith ให้ความสำคัญกับการได้พูดคุยกับแพทย์ก่อนตัดสินใจ
เพราะการปรึกษาที่ดีไม่ควรได้คำตอบแค่ ราคาเท่าไร หรือ ปลูกได้กี่กราฟท์ แต่ควรรู้ด้วยว่า ผมร่วงจากอะไร จำเป็นต้องปลูกหรือไม่ ถ้าปลูกแล้วเทคนิคไหนเหมาะ และควรวางแผนอย่างไรหากเส้นผมเดิมเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ปลูกผมที่ดี ไม่ควรเริ่มจากคำว่า เทคนิคไหนดีที่สุด
Hairsmith Clinic เป็นคลินิกปลูกผมเฉพาะทางใจกลางอโศก กรุงเทพฯ ดูแลโดยทีมแพทย์ด้านการปลูกผม นำโดย พญ.พรีมา ทศบวร หรือหมอพรีม ซึ่งได้รับ American Board of Hair Restoration Surgery (ABHRS) และมีประสบการณ์ด้านการปลูกผมมากกว่า 10 ปี โดยมี พญ.ปภาวรินท์ สมศิริวัฒนา เข้าห้องผ่าตัดเพื่อดำเนินการปลูกผมพร้อมกับ พญ.พรีมาด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน Hairsmith มีบริการปลูกผมหลายรูปแบบ ทั้ง FUE, Long Hair FUE และการปลูกผมแบบไม่โกน (Non-shaven FUE) เพื่อให้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับปัญหาและไลฟ์สไตล์ของคนไข้แต่ละราย
สิ่งที่คลินิกต้องการสื่อจึงไม่ใช่ว่า FUE เป็นเทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีข้อดีเฉพาะตัว และควรเลือกเมื่อเหมาะกับคนไข้คนนั้นจริง ๆ
เพราะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็น FUE, FUT หรือเทคนิคอื่น เครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการวิเคราะห์ต้นเหตุ วางแผนจำนวนกราฟท์ ออกแบบแนวผม และปลูกในองศาที่สัมพันธ์กับเส้นผมเดิม
เป้าหมายของการปลูกผมจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า “มีผมเพิ่มขึ้น” แต่ควรเป็นผลลัพธ์ที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว แนวผมยังเหมาะกับใบหน้า ดูเป็นธรรมชาติ และทำให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตหรือเลือกทรงผมที่ต้องการได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับผมบาง แนวผมถอย หรือศีรษะล้าน สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอน ข้อดี ข้อจำกัด การเตรียมตัว และการดูแลหลัง ปลูกผม FUE เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Hairsmith Clinic หรือเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและจำนวนกราฟท์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลก่อนตัดสินใจ
ช่องทางการติดต่อ Hairsmith Clinic สถานที่ตั้ง: 213/7 ชั้น 1 อาคารอโศกทาวเวอร์ส ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 11.00 น. – 18.00 น. / เว็บไซต์: www.hairsmithclinic.com / Facebook Page: Hairsmith Clinic / Line Official Account: @hairsmithclinic / โทร. 08-5836-9994

