RSV ยังไม่แผ่ว พบป่วยสะสม กว่าครึ่งเป็นเด็กต่ำกว่าห้าขวบ แนะหญิงตั้งครรภ์หาวิธีสร้างภูมิให้ลูกก่อนคลอด
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เผยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ยังคงระบาดทุกปี เป็นสาเหตุโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก พบสถิติป่วยสะสมจากวันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 8 กันยายนปีนี้ มีผู้ป่วยแล้ว 8,578 ราย หวั่นใจสามในสี่ของผู้ป่วยเป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าปี เสียชีวิต 1 รายเป็นทารกวัย 2 เดือนที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด ชี้อาร์เอสวียังคงหมุนเวียนในชุมชนและเข้าสู่ฤดูกาลระบาดตั้งแต่หน้าฝนจนถึงหน้าหนาว ต้องเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันอาร์เอสวีที่เหมาะสม
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV : Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ อาการระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ จาม และมีน้ำมูก แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารก อาการอาจลุกลามเป็นหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ทำให้ไอมาก หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด กินนมน้อยลง หรือซึม หากพบอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์
สำหรับความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีและวิธีป้องกันสำหรับทารกนั้น รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาวิตรี พรานพนัส หัวหน้าสาขาวิชาสูตินรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประธานคณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพและประธานคณะจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการให้วัคซีนแก่สตรีตั้งครรภ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าอาร์เอสวีเป็นโรคที่สำคัญในทารกโดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของการคลอดเพราะช่วงนี้มีความเปราะบางสูง ภูมิคุ้มกันค่อนข้างต่ำ อาร์เอสวีเป็นโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อซึ่งทำให้เกิดอาการที่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้มาก เป็นสาเหตุทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลรวมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนกับการหายใจรุนแรง

“การติดเชื้ออาร์เอสวี มักทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือเกิดปอดอักเสบซึ่งบางทีต้องเข้ารักษาในไอซียู โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่าหนึ่งปีจะพบได้บ่อย ซึ่งการระบาดของอาร์เอสวีเกิดทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าอาร์เอสวี เป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ทำให้เกิดการนอนโรงพยาบาลของเด็กทั่วโลกกว่า 33 ล้านรายต่อปี และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กประมาณ 100,000 รายต่อปี ครึ่งหนึ่งในนั้นอายุต่ำกว่า 6 เดือน เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่าเด็กอายุช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่เปราะบางต่อการติดเชื้ออาร์เอสวี” แพทย์หญิงสาวิตรีกล่าว
“ถ้าดูสาเหตุของการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็ก อาร์เอสวีถือว่าเป็นอันดับสองรองจากมาเลเรีย สำหรับอาร์เอสวีในประเทศไทยนั้น โอกาสการติดเชื้อและทำให้เกิดการเสียชีวิตจะอยู่ที่ร้อยละ 1.75” แพทย์หญิงกล่าวและเสริมด้วยว่า “นอกจากภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่เท่ากับผู้ใหญ่แล้ว ทางเดินหายใจของเขามีขนาดเล็ก เมื่อเกิดการติดเชื้อ จะเกิดการบวมของทางเดินหายใจ มีเสมหะมาก ไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก สำหรับเด็กเล็กแล้ว การแสดงออกของเขายังไม่ชัด บางทีกว่าจะรู้เด็กก็เกิดอาการหอบ ขาดออกซิเจนหรือส่งผลให้การหายใจล้มเหลว”
แพทย์หญิงสาวิตรีในฐานะตัวแทนของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยกล่าวถึงกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ซึ่งช่วงนี้คนที่ใกล้ชิดมากที่สุดคือแม่ “อย่างที่ทราบว่าเด็กที่คลอดมาแรกๆ ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน การที่จะเสริมภูมิคุ้มกันให้ทารกแรกเกิดตั้งแต่แรกคือการให้วัคซีนกับสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งวัคซีนจะไปกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันในแม่แล้วถ่ายทอดภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ผ่านทางรกไปที่เด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง พอเด็กคลอดออกมาก็มีภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนที่แม่สร้างขึ้น สามารถลดการติดเชื้อลงได้ ”
เมื่อสอบถามถึงช่วงระยะเวลาการระบาดของโรคนั้น แพทย์หญิงสาวิตรีกล่าวว่าอยู่ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่มิถุนายนถึงพฤศจิกายน แต่ทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แนะนำให้รับได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องคำนึงถึงเฉพาะเดือนที่มีการระบาดมากเพราะมีโอกาสการติดเชื้อมีตลอดทั้งปีเพียงแต่อุบัติการณ์ไม่สูงเท่าช่วงที่มีการระบาดเยอะ
นอกจากนี้แพทย์หญิงสาวิตรียังกล่าวถึงผลระยะยาวที่เกิดขึ้นกับทารกที่ติดเชื้ออาร์เอสวีว่า “สำหรับเด็กในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรก อาร์เอสวีไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเจ็บป่วยระยะสั้นเท่านั้น เพราะในระยะยาวจะมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะทางเดินหายใจไวเรื้อรัง คือหลอดลมจะไว เมื่อติดเชื้อจะไอเรื้อรังแล้วมีเสียงวี้ดแบบหอบ ในอนาคตก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด”
ด้านนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้นของโรคอาร์เอสวีคือตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นมา ถือเป็นช่วงสูงสุดของอาร์เอสวีในประเทศไทย “อาจเป็นเรื่องของฝนหรือสภาพอากาศ อย่างที่ทราบกันดีว่าอาร์เอสวีจะมาพร้อมกับช่วงที่เป็นฤดูฝน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่พบในขณะนี้เป็นเด็ก แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 4 ปี เป็นกลุ่มที่เจอมากที่สุด รองลงมาคือ 5-9 ปี และมาพบอีกทีในกลุ่มผู้ใหญ่อายุมากกว่า 60 ปี ในแง่ของความรุนแรงโดยเฉพาะน้องๆ เด็กเล็กหลายรายต้องนอนโรงพยาบาลโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่าสองปีี ซึ่งมีโอกาสเป็นหนักและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล”นายแพทย์วีรวัฒน์เผยและกล่าวต่อไปว่าประชาอีกกลุ่มที่จะพบว่าติดอาร์เอสวีคือผู้ใหญ่วัย 60 ปีขึ้นไป เมื่อสอบถามถึงการรักษาโรคอาร์เอสวีนั้น โฆษกกรมควบคุมโรคชี้แจงว่ายังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะซึ่งแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ดังนั้น จึงเป็นการรักษาไปตามอาการหรือรักษาแบบประคับประคอง ต่อคำถามถึงการป้องกันโรคอาร์เอสวีสำหรับทารก นายแพทย์วีรวัฒน์ชี้แจงว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์คือการใช้วัคซีนให้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้ว โดยสูตินรีแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องของการรับวัคซีนป้องกันอาร์เอสวี
“วัคซีนตัวนี้จะไปกระตุ้นภูมิให้กับคุณแม่เพื่อสร้างภูมิต้านทานไปทำลายเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณแม่ หลังจากนั้นจะส่งผ่านภูมิต้านทานนี้ไปสู่ลูกในครรภ์ผ่านทางรก ดังนั้นหลังจากเด็กคลอดออกมาแล้วโดยเฉพาะในช่วงหกเดือนแรกหลังจากคลอดออกมาก็จะได้รับภูมิต้านทาน ในช่วงที่เด็กเล็กมากๆ หรือช่วงที่เป็นทารก หลอดลมยังไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานก็ยังไม่ดี เพราะฉะนั้น การที่มีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีนที่คุณแม่ได้รับไป ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาร์เอสวีลงได้” นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ โฆษกกรมควบคุมโรคกล่าวสรุป
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคุณแม่และทารก แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ปรึกษาสูตินรีแพทย์เกี่ยวกับอาร์เอสวีและแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับตนเองและทารก โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตั้งแต่ระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น ช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสมสำหรับการรับวัคซีน ระยะเวลาที่ช่วยให้มีการส่งผ่านภูมิคุ้มกันสู่ทารก หรือการวางแผนการรับวัคซีนต่างๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์ ครอบคลุมทั้งประโยชน์ ผลข้างเคียง อาการไม่พึงประสงค์ ค่าใช้จ่าย ตลอดจนการทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยา การเริ่มบทสนทนากับแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงช่วยให้ครอบครัวมีข้อมูลเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจและวางแผนการดูแลสุขภาพของมารดาและทารกได้อย่างเหมาะสม
ท่ามกลางแนวโน้มผู้ป่วย RSV ที่กำลังเพิ่มขึ้น การปกป้องทารกจำเป็นต้องอาศัยหลายมาตรการร่วมกัน ทั้งสุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัว การลดการสัมผัสเชื้อ การสังเกตอาการผิดปกติ และการปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับมารดาและทารก เพราะคำถามสั้น ๆ ระหว่างการฝากครรภ์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนดูแลลูกน้อยตั้งแต่ก่อนลืมตาดูโลก


