ศรัทธาพาณิชย์ขาขึ้น เผยผลวิจัย ‘ยิ่งอายุน้อยยิ่งดูดวง’

24.12.25 | 11:56 น.

ศรัทธาพาณิชย์ขาขึ้น เผยผลวิจัย ‘ยิ่งอายุน้อยยิ่งดูดวง’

“ศรัทธาพาณิชย์” ในยุคนี้ไม่ได้มากันเล่นๆ ด้วยตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจเพียงช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 รวมกว่า 220 ล้านบาท และนี่เป็นเพียงตัวเลขจากการจดทะเบียนธุรกิจ ยังไม่รวมมูลค่าการหมุนเวียนจริงในตลาด เพราะยุคสมัยนี้ธุรกิจความเชื่อไม่ได้มีแค่พระเครื่องหรือเครื่องรางเหมือนในอดีต

แต่ต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ตั้งแต่งานคอนเทนต์บันเทิง อาร์ตทอย ไปจนถึงการท่องเที่ยว และธุรกิจบริการหลากหลายรูปแบบ รวมถึง “การดูดวง” ซึ่งช่วงหลังครอบคลุมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาและการฮีลใจด้วยศาสตร์พยากรณ์

ในการประชุมวิชาการระดับชาติ “การประชุมผลงานวิจัยด้านการจัดการธุรกิจ ครั้งที่ 15” (The Business Management Research Conference : BMRC) จัดโดยคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท มีการนำเสนองานชิ้นหนึ่ง คือ บทความวิจัย “พฤติกรรมการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร” ของ สุริษา มุ่งมาตร์มิตร นักศึกษาโครงการพิเศษ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A. for IT-Smart Program) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

งานนี้ใช้คำว่า “บริการพยากรณ์ชีวิต” แทนคำว่า “ดูดวง” เพื่อให้ครอบคลุมกับบริการด้านความเชื่ออื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้การโคจรของดวงดาวหรือโหราศาสตร์ (Astrology) เป็นแกนกลาง เพราะปัจจุบันมีทั้งการพยากรณ์แบบไพ่ การดูลายมือ หรือแม้แต่การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพฯ 400 คน ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2568 พบว่าศาสตร์ยอดนิยม 5 อันดับแรก คือ ศาสตร์ไพ่ รองลงมาคือโหราศาสตร์ไทย การดูลายมือ ศาสตร์ตัวเลข และจิตสัมผัส/ญาณทิพย์/ร่างทรง

Advertisement

ที่น่าสนใจคือพบว่า “อายุ” มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิต โดยกลุ่มที่มีระดับการตัดสินใจใช้บริการสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 20-30 ปี รองลงมาแบบไล่เลี่ยกันคือ กลุ่มอายุ 31-40 ปี ตามด้วยกลุ่มอายุ 41-50 ปี ส่วนกลุ่มอายุ 51-60 ปีขึ้นไป มีระดับการตัดสินใจต่ำที่สุด ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า เมื่ออายุมากขึ้น กลุ่มตัวอย่างจะมีแนวโน้มตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตลดลง

อีกด้านจึงหมายความว่า “ยิ่งอายุน้อยยิ่งตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิต” จึงเห็นได้ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สำคัญคือคน Gen Z และ Gen Y ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่อาจมองว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จนไม่แสวงหาความมั่นใจจากไพ่หรือดวงดาวแล้ว ส่วน “เพศ” ก็มีความสำคัญ เพราะพบว่ากลุ่ม LGBTQA+ และเพศหญิง มีระดับการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตมากกว่าเพศชาย

ในขณะที่ปัจจัยเรื่องการศึกษาและรายได้ ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งงานชิ้นนี้วิเคราะห์ว่าการพยากรณ์ชีวิตไม่ได้ตัดสินบนฐานเหตุผลหรือความรู้ แต่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความหวัง ความกลัว ความไม่แน่นอนในชีวิต อีกทั้งการดูดวงปัจจุบันมีหลายช่วงราคา ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน ทำให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงได้ทั้งหมด

ด้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตของแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 20-30 ปี มีความคิดเห็นเชิงบวกสูงสุดต่อ TikTok และ X (Twitter) ส่วนกลุ่มอายุ 31-40 ปี มีความคิดเห็นเชิงบวกต่อ Facebook และ YouTube ตีความได้ว่าหากต้องการเจาะกลุ่มลูกดวง หรือผู้บริโภควัยรุ่น

การทำเนื้อหาผ่าน TikTok น่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี ส่วนกลุ่มคนเจนวายยังชื่นชอบการเข้าถึงเนื้อหาดูดวงผ่าน Facebook และ YouTube แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ “LINE” เพราะแม้ผลวิเคราะห์ทางสถิติจะพบว่าไม่มีระดับความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างช่วงอายุ แต่นั่นหมายความว่า LINE ถูกใช้อย่างสม่ำเสมอทุกช่วงวัย และยังเป็นช่องทางที่เหมาะกับการทำ CRM (Customer Relationship Management) หรือการทำลูกค้าสัมพันธ์ เช่น การปิดการขาย การชำระเงิน และการเสนอโปรโมชั่น

ทั้งนี้ ศาสตร์ไพ่เป็นศาสตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการเก็บข้อมูลในงานวิจัยนี้ อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่นักพยากรณ์ออนไลน์ใช้มากในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังพบการใช้ศาสตร์แบบผสมผสาน เช่น ใช้โหราศาสตร์ดูพื้นดวง และใช้ศาสตร์ไพ่ตอบคำถามแบบเรียลไทม์ สร้างทั้งสีสันและความแปลกใหม่ในธุรกิจพยากรณ์ชีวิตในปัจจุบัน

เมื่อการพยากรณ์ชีวิตไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเชื่อ แต่เชื่อมโยงกับการตลาดดิจิทัลและการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ธุรกิจสายมูจึงไม่ใช่เรื่องงมงาย หากเป็นฟันเฟืองหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่นักธุรกิจและนักการตลาดไม่อาจมองข้าม