ปิ่นโตเถาเล็กเพิ่ง “ตามรอยลูกไปชิมร้านยอดนิยมในท้องถิ่นของคนโตเกียว” มาสดๆ ร้อนๆ เพราะตอนนี้เจ้าตัวโตไปเรียนต่อที่นั่น เลยถือโอกาสทบทวนร้านโปรดของคุณชายถนัดศรีอีกด้วย ค่ำวันแรกเรามาที่ร้านโปรดของคุณชายถนัดศรีย่านกินซ่า (Ginza) ซึ่งเจ้าตัวโตของผมเคยมาชิมด้วยแล้ว 2 ครั้ง
ร้านนี้เป็นร้าน “สุกี้ยากี้ ชาบู-ชาบู” มีชื่อว่า “ชาบูเซน (Shabusen) อยู่ชั้น B2 ใต้ตึก Ginza Core” อยู่ใกล้กับโชว์รูมนิสสันตรงสี่แยกกินซ่า (ซึ่งมีสาขาอื่นอีกด้วย) ร้านตกแต่งเก๋ไก๋ ทุกคนต้องนั่งล้อมวงตรงเคาน์เตอร์รูปไข่ จุคนได้วงละกว่า 20 คน มีหม้อส่วนตัวของใครของมัน คนเสิร์ฟยืนอยู่ด้านในคอยดูแลลูกค้า เครื่องแล่เนื้อก็ตั้งอยู่ในวงนี้เช่นกัน มีทั้งชุดเนื้อ ชุดหมู ถ้าเป็นชุดมื้อเย็นจะมีปริมาณมากกว่าและสนนราคาแพงกว่ามื้อเที่ยง
เราสั่งเป็นเซต (ร้านจะปิดรับออเดอร์หลัง 3 ทุ่ม) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น “เซตชาบู-ชาบู (Shabu-shabu)” เนื้อจุ่มในน้ำซุปร้อนๆ ส่ายไปส่ายมาจนพอสุก (เสียงดังฉู่ฉี่นี่แหละ เป็นที่มาของชื่อชาบู-ชาบู) และก็มี “เซตสุกี้ยากี้ (Sukiyaki)” ซึ่งน้ำสุกี้จะมีความเข้มข้นกว่าชาบู-ชาบู มีส่วนผสมของซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือโชยุ เหล้ามิรินและสาเก ปรุงด้วยน้ำตาลให้มีรสออกหวาน

ทั้ง 2 เซตนี้จะมีของกินเล่นให้เลือกระหว่างเต้าหู้ราดมายองเนสกับสลัดมะเขือเทศ มีผักต่างๆ รวมทั้งเห็ดเข็มทองให้ลวก มีเส้นบะหมี่ หรือข้าว หรือข้าวต้มข้นๆ (Okayu) และมีของหวานให้เลือกระหว่างไอศกรีมชาเขียว หรือ “เส้นคุซุคิริ (Kuzukiri)” ลื่นคอแช่ในน้ำแข็ง จิ้มกินกับน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวหอมๆ (คุโรมิตซึ)
ซึ่งในเซตชาบูจะมีให้เลือกทั้ง “เนื้อญี่ปุ่น” สีแดงสด (3,888 เยน) “เนื้อหมูพิเศษ (Kirifuri Kougen)” มันแทรกนุ่มๆ เลี้ยงบนเทือกเขาในเมืองนิกโก้ (2,808 เยน) และ “เนื้อคุโรเกะวากิว (Kuroge Wagyu)” สีชมพูสวย มันแทรกเป็นลายหินอ่อนละลายในปาก (5,616 เยน) แล่มาชิ้นโตๆ เท่าหน้าเลยทีเดียว ส่วนเซตสุกี้จะมีเนื้อ 2 ชนิดให้เลือก (3,672 -5,400 เยน) แต่ผมก็สั่งหมูมาเพิ่มอีกต่างหาก

เนื้อชาบู-ชาบูจะจิ้มกับงาบดข้นๆ ผสมกับน้ำมันหรือน้ำจิ้มเปรี้ยวพอนสึใส่ต้นหอมสับ ส่วนสุกี้ยากี้นั้นจะจิ้มเนื้อที่ลวกแล้วในไข่สดเลย ปิดท้ายด้วยการเทข้าวสวยกับตอกไข่ดิบลงไปในหม้อ ปิดไฟทันที รสหวานอร่อยยิ่งนัก
ร้านชาบูเซนนี้มาทีไรไม่เคยผิดหวัง ราคาไม่แพงเกินไป ถือเป็นร้านขวัญใจคนไทยจริงๆ
เย็นวันถัดมาโมเอะ เพื่อนสนิทของลูกสาวเป็นคนญี่ปุ่น รับหน้าที่พาพวกเราตะลุยชิมร้านดังในท้องถิ่น ถ้ามาเองดุ่นๆคงไม่มีทางหาเจอแน่นอน โมเอะมีร้านโปรดของครอบครัว เป็นร้านซูชิดังในย่านสถานีรถไฟ “นิปโปริ (Nippori)” ซึ่งสถานีนี้พลุกพล่านมาก เป็นจุดแวะจอดของรถไฟที่จะไปสนามบินนาริตะด้วย เจ้าของร้านเป็นทั้งเชฟและคนจ่ายตลาด ประเภทข้าทำคนเดียว ตื่นแต่เช้ามืดไปคัดสรรของทะเลสดๆ ดีๆ ที่ “ตลาดปลาสึกิจิ (Tsukiji)” เอามาขายแค่เพียงพอในแต่ละวัน หมดแล้วหมดเลย ต้องไปลุ้นกันเอาเองว่าวันนั้นจะมีปลาอะไรเข้ามาบ้าง ร้านซูชินี้มีชื่อว่า “คุโรซาวะ (Kurosawa)”

ใครอยากตามไปชิมให้ค้นใน Google ว่า “Kurosawa Sushi Nippori” แล้วเข้าไปในเว็บแนะนำร้านอาหารของญี่ปุ่นชื่อดัง “Tabelog” กดเลือกภาษาอังกฤษ ก็จะมีข้อมูลแผนที่ทางไปครบถ้วน
เชฟเจ้าของร้านคือคุณ “จุน มัทซุย (Jun Matsui)” เคยทำอยู่ร้านซูชิแถวตลาดปลาสึกิจิด้วย มิน่าล่ะถึงชำนาญเรื่องปลาดิบมาก ร้านคุโรซาวะ (Kurosawa) เป็นร้านเล็กๆ จุคนได้เพียง 20 กว่าที่นั่ง ให้ความรู้สึกอบอุ่นเพราะเชฟและพนักงานทั้งร้านอีก 1-2 คนบริการเป็นกันเองมาก
เมนูที่เชฟจุนจัดให้มีมากมาย เริ่มกันด้วยของกินเล่น “หนังปลาแซลมอนทอดกรอบ” ที่สดกรอบกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี ต่อกันด้วย “สลัดผัก” ใส่มะเขือเทศที่สดหวานกรอบกับอโวคาโด้ ใส่ปลาดิบ “เนื้ออกามิสีแดงของปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” หรือ “ฮอนมากุโระ” ชั้นเลิศ ใครได้ลิ้มลองแล้วจะลืมปลาทูน่าชนิดอื่นๆ ไปเลย อีกทั้งยังมีปลาหมึกยักษ์นุ่มเด้งด้วย


พระเอกของเราประจำค่ำคืนนี้คือ “รวมปลาดิบซาชิมิ” ซึ่งมีอะไรดีๆ เขาก็จะนำมาปรนเปรอเรา ที่ตื่นตาตื่นใจมากคือ “คามะโทโร่ (Kama Toro)” หรือแก้มปลาทูน่ามีมันแทรกเหมือนเนื้อวากิว อร่อยกว่ากินท้องปลาโอโทโร่เสียอีก และก็มี “หอยกาบญี่ปุ่น (Tairagai) หอยสังข์ญี่ปุ่น (Tsubugai)” กรอบๆ “หอยแครงญี่ปุ่น ไข่หอยเม่น” สดหวาน Bafun ชั้นเลิศเลย และมี “ปลาไท่ (Tai)” หรือ “ปลากะพงแดง” เนื้อหนึบสด “ปลาคัตสึโอะ (Katsuo)” หรือปลาโอสดที่สุดเท่าที่เคยกินมา


จากนั้นมีของกินเล่น “รากโกโบ (Gobo) ดอง” น้ำส้มกรอบๆ มาคั่นรายการ ตามด้วย “ไข่หวาน” ชิ้นโตๆ อีกคนละ 2 คำ อีกทั้งซูชิข้าวปั้นซึ่งพวกเราสั่งเองตามใจชอบ มีทั้ง “ซูชิหน้าโอโทโร่” หรือท้องปลาทูน่า “หน้าไข่ปลาแซลมอน หน้าปลา Kohada” หนังสีเงินๆ “หน้าเนื้อยามากาตะ หน้าไข่หอยเม่น” และที่ชื่นชอบมากๆ คือ “หน้าปลาไหลทะเลอนาโงะ (Anago)” นับเป็นครั้งแรกที่ปิ่นโตเถาเล็กกินแล้วสดอร่อยเนื้อมันๆ ชื่นชอบมากกว่าปลาไหลน้ำจืดอูนางิ


ได้ยินเสียงเชฟจุนใช้มีดสับท้องปลาทูน่าเสียงดังก้องไปทั้งร้าน เพื่อจะทำ “ข้าวห่อสาหร่ายเนหงิโทโร่” ใส่ต้นหอมสับให้เรา เน้นท้องปลาเยอะๆ เพื่อความหอมมันชุ่มฉ่ำ และยังมีข้าวห่อสาหร่ายไส้ผักญี่ปุ่นด้วย ปิดท้ายด้วยซุปใส่กระดูกปลาติดเนื้อแทะมันๆ คนละถ้วย

คืนนั้นเรากินกันจนเกลี้ยงร้าน สั่งเพิ่มไม่ได้แล้ว คิดเงิน 4 คนแค่ 32,000 เยน นี่ถ้าเป็นเมืองไทยต้องจ่าย 2 เท่า ใครอยากตามไปชิมให้พาคนญี่ปุ่นไปสั่งอาหารด้วย เพราะมีแต่เมนูญี่ปุ่น โทรจองได้ที่ +81-3-6458-3010 ร้านเปิด มื้อกลางวัน 11 โมงครึ่งถึงบ่าย 2 โมง และมื้อเย็น 5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มครึ่ง หยุดทุกวันพุธ ส่วนวันอาทิตย์เปิดเฉพาะตอนบ่าย 4 โมงครึ่งถึง 3 ทุ่มครึ่งนะจ๊ะ
ทริปตามรอยลูกไปชิมยังไม่จบนะจ๊ะ โปรดอดใจรออีกอาทิตย์เดียวเท่านั้น
ข้อมูลร้าน
ชาบูเซน (Shabusen)
ที่ตั้ง ตึก Ginza Core ชั้น B2 5-8-20 Ginza, Chuo-ku, Tokyo, Japan 104-0061
โทร +81-3-3572-3806
เปิดบริการ 11.00-22.00 น. ทุกวัน (สั่งอาหารได้ถึง 21.00 น.)
แนะนำ สุกี้ยากี้ ชาบู-ชาบู
คุโรซาวะ (Kurosawa)
โดย เชฟจุน มัทซุย (Jun Matsui)
ที่ตั้ง 6-38-7 Nippori Arakawa-ku, Tokyo Japan 116-0014
โทร +81-3-3604-4838
เปิดบริการ 11.30-14.00 น. และ 17.00-22.30 น.
วันอาทิตย์เปิดเฉพาะตอนเย็น 16.30-21.30 น.
หยุด ทุกวันพุธ
แนะนำ ซูชิ ซาชิมิ

