ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในภาพจำของคนทั่วไป พื้นที่ “ไซต์งานก่อสร้าง” และ “แคมป์คนงาน” มักเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคร่งเครียด และอันตราย ทั้งยังมีข้อกังวลในเรื่องความปลอดภัยของ “เด็ก” ในพื้นที่ก่อสร้าง อย่าง “บุตรหลานของแรงงาน”
ที่เกินครึ่งเป็น “แรงงานข้ามชาติ”
บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ ได้นำร่องสร้างโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานที่ก่อสร้าง” เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะบุตรหลานแรงงาน ตามแนวคิด “สุขที่ยั่งยืน เริ่มตั้งแต่การสร้างบ้าน” ในพื้นที่โครงการทั้งหมด 6 พื้นที่ ได้แก่ หทัยราษฎร์ ไทรน้อย บางนา บางบัวทอง รังสิตคลอง 4 และ 5

ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ ผอ.สายงานส่งเสริมพัฒนามาตรฐานงานฯ อารียา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า คณะทำงานได้ลงพื้นที่ตรวจไซต์งาน และเจอเด็กเล็กๆ 2 คนอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้เกิดความตระหนักว่าเด็กกำลังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย จึงได้ไปสอบถามว่าเด็กเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างไร พบว่าเป็นเพราะแรงงานซึ่งเป็นผู้ปกครองของเด็ก ไม่มีเวลาดูแลลูกจึงต้องนำเด็กมาทำงานด้วย นอกจากนี้ เด็กยังอยู่ในสภาพร่างกายมอมแมม เป็นเหา ตลอดจน “ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้เลย”
“อารียาจึงได้เริ่มต้นโครงการในพื้นที่หทัยราษฎร์เป็นที่แรก โดยมีครูผู้สอนประจำศูนย์การเรียนรู้ฯ เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติเด็ก สอนทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยเบื้องต้น เสริมทักษะต่างๆ ตามช่วงอายุวัย เรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย และทักษะชีวิต เช่น การปรับตัวให้เข้ากับสังคม รู้จักเพื่อนใหม่ ตลอดจนการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้สะอาดและแข็งแรง โดยมุ่งหวังให้เด็กๆ มีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น ตลอดจนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้” ดร.ทวีรักกล่าว
ผลลัพธ์ที่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเด็กๆ “ตั้งใจเรียนมาก”
จนกลายเป็นสื่อกลางในการสื่อสารให้กับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจและไม่สามารถสื่อสารภาษาไทย ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสภาพสังคมที่ดีขึ้นภายในที่พักแรงงาน ด้วยเด็กๆ มาเรียนร่วมกัน เป็นเพื่อนกัน ผู้ปกครองจึงสนิทสนมกันไปด้วย
ทั้งนี้ จาก 6 พื้นที่โครงการ มีจำนวนเด็กที่ได้รับโอกาสทั้งสิ้น 149 คน คิดเป็น 95% ของเด็กทั้งหมดภายในแคมป์ก่อสร้าง ส่วนอีก 5% คือเด็กที่เดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมครอบครัว นอกจากนี้ ในระยะเวลา 2 ปี สามารถนำพาเด็กๆ เข้าสู่ระบบการศึกษาของภาครัฐตามปกติได้ทั้งหมดจำนวน 24 คน โดยเริ่มต้นในระดับชั้น ป.1 แบ่งออกเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย 3 คน และเด็กสัญชาติกัมพูชา 21 คน
ด้าน นางชวด เชน วัย 42 ปี แรงงานข้ามชาติ และผู้ปกครองของเด็กในโครงการ เผยว่า แต่เดิมทำนาที่กัมพูชา แต่ตัดสินใจมาทำงานที่ไทยเพราะได้ค่าแรงแพงกว่า

“ไม่คิดมาก่อน ว่ามาทำงานแล้วลูกจะได้เรียนด้วย อยู่ที่กัมพูชาลูกไม่ได้เรียนเพราะไม่มีเงินส่ง แต่ตอนนี้ทำงานได้อย่างสบายใจ ไม่กังวลแล้ว เพราะนอกจากลูกจะได้เรียนแล้วยังมีคุณครูคอยดูแล ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลูกได้เรียนสูงๆ” นางชวดกล่าว
ขณะที่ ดช.แรม วัย 10 ขวบ นักเรียนในโครงการ กล่าวด้วยน้ำเสียงเขินอายว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนหนังสือ เพราะอยู่ที่กัมพูชาไม่มีโอกาสได้เรียน ชอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สุด และโตขึ้นอยากเป็น “นักร้อง”

จาก “ความสุขเล็กๆ” ที่เริ่มขึ้นในแคมป์แรงงาน จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาในระบบการศึกษาของภาครัฐอย่างสมบูรณ์ ทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนาเป็นเยาวชนที่ “เก่งและดี” อย่างยั่งยืน


