ข่าวการฆ่าตัวตายของ เคท สเปด ดีไซเนอร์ดังชาวอเมริกันวัย 55 ปีในอพาร์ตเมนต์หรู กลางนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และ แอนโธนี เบอร์เดน เชฟชื่อดัง และพิธีกรดังของซีเอ็นเอ็นวัย 61 ปีที่ฆ่าตัวตายระหว่างไปถ่ายทำรายการที่ฝรั่งเศส เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน 2 รายออกมาเตือนว่า สามารถกระตุ้นให้กลุ่มคนที่กำลังมีปัญหาทางจิตใจ มีโอกาสฆ่าตัวตายสูงขึ้น อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างเช่น ข่าวการฆ่าตัวตายของ มาริลีน มอนโรว์ อดีตเซ็กซิมโบลชื่อดังของอเมริกันเมื่อปี 2505 และข่าวการปลิดชีวิตตัวเองของ โรบิน วิลเลียม นักแสดงชายเจ้าบทบาทของฮอลลีวู้ดเมื่อปี 2557 ที่ต่างทำให้มีสถิติการฆ่าตัวตายของคนในสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นในช่วงเวลานั้น

ทั้งนี้ จูลี เซเรล ประธานสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายของอเมริกา นักจิตวิทยาและอาจารย์ด้านสังคมสงเคราะห์มหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า เมื่อมีข่าวคนดังฆ่าตัวตาย อย่างข่าวของ เคท สเปด และ แอนโธนี เบอร์เดน ซึ่งต่างเป็นคนมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ทำ และมีแฟนคลับที่ชื่นชอบในตัวพวกเขา
“คนทั่วไปก็มักจะคิดว่า ถ้าชีวิตของคนดังที่มีทุกอย่างในชีวิตขนาดนั้นยังแย่ แล้วคนอย่างฉันยังจะมีความหวังอะไรล่ะ?”
ขณะที่ แดเนี่ยล ไรเดนเบิร์ก กรรมการบริหารขององค์กรศึกษาเฝ้าระวังสัญญาณเตือนของการฆ่าตัวตาย ให้ความเห็นว่า เมื่อกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงคิดจะฆ่าตัวตาย ได้เห็นข่าวคนดังฆ่าตัวตาย กลุ่มคนเหล่านั้นก็มักจะคิดว่า “ถ้าคนเหล่านั้นยังอยู่ไม่ได้ แล้วฉันจะอยู่รอดได้อย่างไร? และเราก็รู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่มีคนดังฆ่าตัวตายมันก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการฆ่าตัวตายตามเพิ่มมากขึ้น”
ทั้งจูลีและแดเนี่ยลยังได้ยกกรณีข่าวการฆ่าตัวตายของ โรบิน วิลเลียม นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังเมื่อปี 2557 ว่าทำให้มีคดีฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา ขณะที่มีผลการสำรวจชิ้นหนึ่งระบุว่า ภายในเวลา 1 เดือนหลังจากโรบิน วิลเลียม ฆ่าตัวตาย ทำให้มีคคีฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทันทีถึง 10%
“เราได้เห็นการเพิ่มขึ้นของวิธีการฆ่าตัวตายแบบเดียวกันกับที่โรบิน วิลเลียม ใช้ หลังจากในรายงานข่าวมีการนำเสนอภาพกราฟิกที่นักแสดงดังใช้ปลิดชีพตัวเอง”

ขณะที่แดเนี่ยลได้เล่าถึงเมื่อครั้งมาริลีน มอนโรว์ ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2505 ก็ทำให้ในช่วงนั้นในสหรัฐอเมริกามีคดีฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 12% หรือตอนซีรีส์เรื่อง 13 Reasons Why ออกแพร่ภาพทาง Netflix เมื่อต้นปี 2560 ว่าด้วยเรื่องราวของนักเรียนชั้นไฮสคูลที่ฆ่าตัวตาย ก็ทำให้มีการค้นหาคำว่า “suicide” หรือฆ่าตัวตายในกูเกิลเพิ่มขึ้นถึง 20%
ทั้งนี้ ถึงแม้สาเหตุของการฆ่าตัวตายจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใด หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจแบบใดล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการเสียชีวิตของเคท สเปด และแอนโธนี เบอร์เดน เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดี แต่ปัจจัยที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คนลงมือฆ่าตัวตาย ก็มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว การใช้สารเสพติด ความเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือปัญหาที่เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสบางอย่าง ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของใครคนนั้น
นอกจากนั้นจากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ก็ระบุว่า ที่สหรัฐอเมริกามีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 25% โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกรัฐระหว่างปี 2542-2559 โดยเฉพาะปี 2559 มีอัตราส่วนการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ทำให้คดีฆ่าตัวตาย มีมากพอๆ กับคดีฆาตกรรม
แดเนี่ยลยังให้ความเห็นถึงการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของสื่อต่างๆ ว่าการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการฆ่าตัวตาย สามารถไปกระตุ้นใครบางคนให้เกิดความคิดอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาได้
ขณะที่มูลนิธิป้องกันการฆ่าตัวตายของอเมริกัน ได้มีข้อแนะนำถึงการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายว่า สื่อควรหลีกเลี่ยงการพาดหัวข่าวที่อ่านแล้วสะเทือนความรู้สึก และไม่ควรลงรูปภาพของญาติที่กำลังโศกเศร้า และอาวุธหรือเครื่องมือที่ผู้เสียชีวิตใช้ฆ่าตัวตาย หรือหากผู้ตายเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ก็ไม่ควรลงรายละเอียดของข้อความในจดหมายอย่างละเอียด
ทั้งนี้ แดเนี่ยลยังได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่พบคนที่กำลังตกอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ว่า “ต้องพร้อมที่จะรับฟัง และถามว่าเขาต้องการความช่วยเหลือไหม และเขารู้จักแหล่งที่เขาจะขอความช่วยเหลือหรือไม่ และต้องทำให้เขารู้ว่า คุณแคร์ และคุณใส่ใจเขาจริงๆ”

