เชื่อไหมคะว่าวิธีคิดและวิธีมองโลกเป็นตัวตัดสินความสุขและทุกข์ของชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ที่ประสบจริงๆ ลองฟังเรื่องของหนุ่มน้อยคนนี้ค่ะ ชายหนุ่มคนนี้เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหมาดๆ และเพิ่งเข้าทำงานได้แค่ 3 เดือนในหน่วยงานราชการ เขารู้สึกไม่มีความสุขกับที่ทำงานแห่งนี้จนเครียด ต้องกลับบ้านไปปรับทุกข์กับพ่อแม่ทุกวัน
“ที่จริงทำงานที่นี่สบายมากเลย วันๆ ไม่มีอะไรทำ ดูหนังจบไปเป็นเรื่องๆ ได้เลย แต่ผมก็ไม่มีความสุข”
“ตรงไหนของงานที่ทำให้คุณไม่มีความสุขคะ หมายถึงมันไม่ท้าทายหรือเปล่า”
“เปล่าครับ ผมไม่ชอบเพราะพ่อแม่ผมแนะนำให้ทำ เขาก็ไม่ได้บังคับแต่เราก็ไม่มีทางมีความสุขถ้าถูกกดดันให้ทำ ผมคิดว่าถ้าเป็นงานที่ผมเลือกเองต่อให้งานหนักหรือไม่ชอบ ผมก็จะทนได้”
“แล้วคุณอยากเลือกทำงานอะไรคะ”
เขานิ่งอยู่นานมากค่ะ นานจนตกใจว่าไม่ได้คิดมาก่อนหรอกหรือว่าอยากทำงานอะไร และคำตอบคือยังไม่รู้ว่าอยากทำงานอะไร เหตุผลคือยังไม่เคยลองทำแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชอบ
“หมอว่าเป็นแนวคิดที่ดีที่ลองทำงานดูก่อนจึงจะรู้ว่าชอบหรือไม่ งานนี้คุณเพิ่งทำมา 3 เดือน ยังไม่ผ่านช่วงการประเมินทดลองงานด้วยซ้ำ ยังไม่ได้เริ่มลงมือรับผิดชอบงานอย่างจริงจังเลยเพราะเขายังไม่ได้มอบหมายอะไรให้คุณ แล้วคุณจะทราบได้อย่างไรว่าคุณไม่ชอบงานนี้”
“ก็พ่อแม่กดดันให้ผมมาทำดังนั้นมันไม่ใช่งานที่ผมชอบอยู่แล้ว ผมไม่อยากเสียเวลาไปกับงานที่ไม่ชอบ”
“จะลาออกเลยไหมคะ”
“ก็คิดว่าจะลาออก”
“แล้วระหว่างนั้นจะทำอะไรคะ หมอหมายถึงจะประกอบอาชีพอะไร ตอนนี้คุณเรียนจบแล้ว เป็นวัยที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงตัวเองแล้ว”
“ผมคิดว่าจะยังขอเงินพ่อแม่ก่อนเพราะตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเอาแต่เล่นเกม ไม่เคยได้เที่ยวเล่นหรือมีสังคมกับเพื่อนเลย ผมจะใช้ชีวิตที่หายไปตรงนั้นก่อน”
เป็นวิธีคิดที่มีจุดค้านกันหลายจุดเลยค่ะ ตั้งแต่ไม่อยากทำงานที่ไม่ชอบแต่ก็ไม่รู้ว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบที่พ่อแม่มายุ่งเกี่ยวกับชีวิตแต่ก็จะขอเงินพ่อแม่ต่อไป ไม่ได้หมายความว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ถูกต้องนะคะ การจะทำความเข้าใจชีวิตใครสักคนต้องรับฟังและเข้าใจวิธีคิดของเขาเสียก่อน ต้องเปิดใจให้กว้างๆ เลยค่ะ แต่ละคนก็มีแบบแผนความคิดต่างกันซึ่งความคิดบางอย่างทำให้ทุกข์มากกว่าสุข ลองไปดูความคิดที่ยิ่งใหญ่กับสิ่งเล็กๆ ที่น่าจะทำให้มีความสุขกันดีกว่าค่ะ แอนิเมชั่น “Gakkatsu!” ตอนนี้มีซีซั่นสองแล้ว คำว่า Gakkatsu หมายถึงชั่วโมงโฮมรูมในโรงเรียน เป็นชั่วโมงแรกสุดของวันที่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยหรืออภิปรายเรื่องต่างๆ ในห้อง แอนิเมชั่นขนาดสั้นตอนละไม่ถึง 5 นาทีเรื่องนี้กล่าวถึง “จิโฮ” เด็กสาวหัวหน้าห้องชั้นมัธยมต้นที่มักจะหยิบยกเรื่องบางอย่างมานำเสนอเพื่อให้เพื่อนร่วมห้องอภิปรายกัน หลายเรื่องน่าสนใจและตลกมากค่ะ
ในตอนแรกของซีซั่นที่ 2 จิโฮตั้งคำถามว่า “เพื่อนๆ ชอบกล้วยไหม” ทุกคนเห็นตรงกันว่าชอบกินเพราะอร่อย ใส่โยเกิร์ตก็เข้ากัน ปอกก็ง่าย จิโฮมีความเห็นว่าถ้ากล้วยยังดำรงตนให้กินง่ายและอร่อยแบบนี้คงได้สูญพันธุ์เข้าสักวัน ดังนั้นหัวข้ออภิปรายวันนี้คือ “ทำไมกล้วยจึงปกป้องตัวเองไม่ได้!” คนแรกบอกว่าปัญหาอยู่ที่จุกของกล้วยซึ่งทำให้ปอกได้ง่ายเกินไปดังนั้นควรทำให้ปอกยากขึ้นเหมือนการแกะห่อข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อหรือไม่ก็เหมือนปอกเปลือกแอปเปิล อีกคนบอกว่าน่าจะทำให้กล้วยเหมือนสตรอเบอรี่คือต้องล้างก่อนกินซึ่งเสียเวลากว่ากล้วย ยิ่งกว่านั้นสตรอเบอรี่ยังแพงจนต้องคิดหนักก่อนกินด้วย ส่วนจิโฮขมวดปมว่าเราควรทำให้กล้วยมีหนามเหมือนเกาลัด (หรือทุเรียน) และทำให้เนื้อกล้วยมีสีน้ำเงินจะได้ไม่น่ากิน ไม่มีข้อสรุปว่าทำอย่างไรจึงจะกินกล้วยน้อยลงแต่ฟังวิธีคิดในการ์ตูนเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าเปิดโลกทัศน์และใจกว้างขึ้นมากค่ะ
วิธีคิดของเราเปลี่ยนไปได้ระหว่างวันด้วยนะคะ มีงานวิจัยที่น่าสนใจมากเรื่องการวิเคราะห์รูปแบบความคิดแต่ละช่วงเวลาโดยผ่านทางการวิเคราะห์ข้อความในทวิตเตอร์ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมยี่ห้อหนึ่ง เขาวิเคราะห์ข้อความทวีต 800 ล้านข้อความ รวมเป็น 7 พันล้านคำในช่วงเวลา 4 ปี ผลพบว่าช่วงเวลาการโพสต์มีผลต่อรูปแบบการโพสต์ด้วย โดยข้อความที่โพสต์ในช่วงตีห้าถึง 6 โมงเช้ามักมีเนื้อหาเป็นเหตุเป็นผลและการคิดวิเคราะห์ ความสำเร็จ หรืออำนาจ ในระหว่างที่ข้อความที่โพสต์ช่วงค่ำๆ มักมีรูปแบบความคิดในเชิงความรู้สึก สังคม หรือหุนหันพลันแล่น
ฟังดูแล้วถ้าคิดจะแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณก็ควรทำในช่วงเช้า ส่วนสิ่งใดตัดสินใจช่วงหัวค่ำก็ต้องระมัดระวังว่าจะมีอารมณ์หรือความหุนหันพลันแล่นเข้ามาปะปนด้วย เรื่องซีเรียสอย่างลาออกหรือเลิกกับแฟนจึงไม่ควรทำในช่วงค่ำๆ ควรเข้านอนแล้วคิดใหม่อีกรอบเมื่อตื่นนอนตอนเช้าค่ะ

