“รอยเลือด” บ่งชี้ “ผ้าห่อศพแห่งตูริน” ของเก๊

25.07.18 | 15:53 น.
(ภาพ-Public Domain)

“ชรูด ออฟ ตูริน” หรือ “ผ้าห่อศพแห่งตูริน” เป็นผืนผ้าลินินโบราณ ความยาว 4.4 เมตร ความกว้าง 1.1 เมตร กลางผืนผ้าเป็นรอยคราบเลือดเก่าและภาพเลือนๆ จางๆ ของร่างมนุษย์ เป็นผืนผ้าซึ่งผู้มีศรัทธาจำนวนไม่น้อยยึดถือเอาว่า เป็นผ้าที่ถูกนำมาห่อพระศพของ “จีซัสแห่งนาซาเรธ” หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อพระเยซู องค์ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ ปัจจุบันผ้าผืนนี้ ถูกจัดแสดงอยู่ที่ วิหารแห่งเซนต์จอห์น เดอะ แบพติสท์ ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี

ผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้ถูกตรวจสอบมาหลายครั้ง สาเหตุสำคัญเป็นเพราะมีอยู่หลายผืนและต่างฝ่ายต่างก็อ้างกันว่าเป็นผ้าที่เคยใช้ห่อพระศพพระเยซูหนึ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอน ซึ่งทำให้หลายคนเหมือนกันที่เชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่อศพผืนไหน ก็น่าจะเป็นฝีมือการทำขึ้นของใครสักคนในยุคกลาง หรือยุคมืดในยุโรป (คือช่วงเวลาตั้งแต่จักรวรรดิโรมันล่มสลายในราวคริสตศตวรรษที่ 5 เรื่อยมาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 15 ก่อนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ)

การพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดต่อผ้าห่อศพแห่งตูริน เกิดขึ้นเมื่อปี 1988 หรือเมื่อ 30 ปีมาแล้ว โดยการใช้กรรมวิธีคาร์บอน-เดทติ้ง ตรวจสอบอายุของผ้า พบว่า เป็นผ้าที่มีต้นกำเนิดอยู่ระหว่างปี 1260 จนถึงปี 1390 ผลที่ได้ออกมาดังกล่าวสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่าผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้เป็นของปลอม ไม่ใช่ผ้าห่อพระศพพระเยซูจริงๆ เนื่องจากนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า พระเยซู ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่มาจนกระทั่งถึงปีคริสตศักราชที่ 33 ก่อนหน้าอายุของผ้าลินินโบราณผืนนี้มากนัก

แต่หลายคนยังคงมีข้อถกเถียงและหาเหตุที่ทำให้เชื่อว่า นี่คือผ้าห่อพระศพของพระเยซูจริงกันเรื่อยมาจนถึงขณะนี้

การตรวจสอบในทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดต่อความเป็นจริงหรือเก๊ของผ้าผืนนี้เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยทีมวิจัยภายใต้การนำของนักนิติมานุษยวิทยา (ฟอเรนซิค แอนโธรโปโลจิสต์) ในสังกัดมหาวิทยาลัย ลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ในประเทศอังกฤษชื่อ มัทเทโอ บอร์รินี ผลงานการตรวจสอบศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ เจอร์นัล ออฟ ฟอเรนซิค ไซน์เซส เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง

Advertisement

ทีมวิจัยใช้เทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยมุ่งศึกษาไปที่รอยคราบเลือดที่ปรากฏบนผืนผ้า ซึ่งอ้างกันว่าเป็นรอยคราบเลือดที่เกิดขึ้นจากบาดแผลที่พระเยซูได้รับขณะถูกตรึงกางเขน เป้าหมายของการศึกษา ก็เพื่อจำลองท่าทางที่ควรจะเป็นมากที่สุดของแขนและลำตัวขณะอยู่ในผ้าห่อศพ

ทีมวิจัยใช้เลือด ทั้งที่เป็นเลือดมนุษย์จริงและเลือดสังเคราะห์ทาบนร่างของอาสาสมัครที่ร่วมอยู่ในการวิจัย เพื่อดูว่าเลือดจะไหลเป็นทางลงมาตามผิวหนังและร่างกายในลักษณะอย่างไรขณะที่ตัวอาสาสมัครนอนอยู่บนผืนผ้า ในขณะที่ร่างกายอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน

นอกจากนั้น เพื่อให้เป็นไปตามคำบรรยายใน “กอสเปล ออฟ เซนต์ จอห์น” ที่ระบุว่า พระเยซูถูกแทงบริเวณสีข้างด้วยหอก ที่ถูกเรียกว่า “โฮลี สเปียร์” ขณะถูกตรึงกางเขน ทีมวิจัยจึงจำลองบาดแผลถูกหอกแทง ด้วยการจัดสร้างรูปจำลองด้วยไม้ หุ้มด้วยฟองน้ำที่ชุบเลือด (สังเคราะห์) แล้วแทงด้วยหอกจำลอง เพื่อดูร่องรอยการไหลลงมาตามร่างกายของเลือด แล้วนำรูปแบบของคราบเลือดที่ได้มาเปรียบเทียบกับคราบเลือดที่ปรากฏอยู่ในผ้าห่อศพแห่งตูริน

บอร์รินีสรุปผลการทดลองไว้ว่า ถ้าหากพิเคราะห์คราบเลือดบนผืนผ้าทั้งหมดรวมกัน

ในคราวเดียว จะพบทันทีว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเป็นรอยคราบเลือดของบุคคลคนหนึ่งซึ่งถูกตรึงกางเขนแล้วนำร่างมาวางลงในหลุมศพ แต่เป็นรอยคราบเลือดที่ศิลปินซึ่งทำผ้าผืนนี้ขึ้นมาสร้างขึ้นด้วยมือ

บอร์รินียกตัวอย่างรอยคราบเลือดที่ไหลเป็นทางขนาดเล็ก 2 รอย บริเวณด้านซ้ายของผืนผ้า เป็นรอยที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลดังกล่าว

ยืนอยู่โดยที่แขนทั้งสองข้างถูกตรึงอยู่ในมุม 45 องศา แต่ตรงกันข้าม รอยคราบเลือดบริเวณท้องแขนที่พบบนผืนผ้า กลับตรงกับรอยเลือดที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนคนนั้นยืนและแขนทั้งสองข้างถูกตรึงอยู่แทบจะเป็นแนวดิ่งเท่านั้น

ร่างของคนเพียงคนเดียว ไม่สามารถทิ้งร่องรอยเลือดไว้ 2 ท่าทางแตกต่างกันเช่นนั้น

นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังพบด้วยว่า คราบเลือดด้านหน้าบริเวณหน้าอกบนผืนผ้า เข้ากันได้กับผู้ที่มีบาดแผลถูกหอกแทงในขณะยืนจริง แต่คราบเลือดบริเวณส่วนหลังด้านล่างกลับเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนคนนั้นถูกแทงเมื่อนอนหงายหลัง ซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิงในความเป็นจริง

ทั้งหมดนอกจากจะช่วยบ่งชี้ว่าผ้าผืนนี้ถูกทำขึ้น ไม่ใช่ผ้าห่อพระศพพระเยซูจริงๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าเทคนิคที่ใช้สืบสวนอาชญา กรรมในที่เกิดเหตุในเวลานี้สามารถใช้ไขปริศนาโบราณได้ด้วยเช่นกัน