ช่วงเดือนที่ผ่านมา ปรากฏภาพ “ผู้หญิง” รายหนึ่งผ่านสื่อ ระหว่างการเจรจาเพื่อสันติสุขจังหวัดชายภาคใต้ หน้าละม้ายคล้ายกับทีมงาน “ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” ปลัดกระทรวงยุติธรรม
สืบค้นข้อมูลไล่เรียงกันไป พบว่า “เธอ” คือ “วันรพี ขาวสะอาด” นักวิชาการยุติธรรม ชำนาญการพิเศษ เป็นบุคคลในแวดวงกระบวนการยุติธรรม เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม ทำงานเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มากว่า 12 ปี
สำหรับโปรไฟล์ของ “วันรพี” เพียงแค่ชื่อ ก็เดาได้ว่าเธอต้องเรียนกฎหมายแน่นอน
“เปิ้ล วันรพี” จบนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
มีบุคลิกพูดตรง ชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เธอได้รับบทบาทสำคัญบทโต๊ะเจรจา
มติชน สัมภาษณ์พิเศษ ที่มาที่ไป การเข้าร่วมเป็น 1 ในคณะเจรจาเพื่อสันติสุขจังหวัดชายภาคใต้ รวมทั้งร่วมแชร์ประสบการณ์ของหญิงคนนี้
มีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะเจรจาฯได้อย่างไร
คณะเจรจาชุดที่เข้าร่วมมีชื่อเรื่องว่า “คณะทำงานเทคนิคของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ทุกคนต่างยอมรับว่า “การพูดคุยเพื่อสันติสุข” เป็นส่วนหนึ่งของทางออกแบบสันติวิธี จึงมีคณะพูดคุยฯ มี พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ มี พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง เป็นเลขานุการ และ พล.ท.นักรบเป็นหัวหน้าคณะทำงานเทคนิคด้วย คณะพูดคุยฯจะมีบุคคลจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย โดย 1 ในโครงสร้างนั้น มีกระทรวงยุติธรรม สมัยนั้นมีนายชาญเชาวน์ร่วมเป็นคณะทำงาน แต่ตอนนี้ด้วยตำแหน่งหน้าที่เปลี่ยนไป ปลัดฯชาญเชาวน์ ต้องไปอยู่ร่วมกับคณะอำนวยการพูดคุย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
“ดังนั้นเมื่อเริ่มเห็นรูปร่างโครงสร้างการทำงานของแต่ละส่วน จะตอบคำถามได้ว่าเข้าไปร่วมได้อย่างไร เมื่อตกลงว่ามีการพูดคุย สิ่งที่ตามมาคือ ต้องมีคณะทำงาน ฝ่ายปฏิบัติ หรือคณะเทคนิคที่เราเข้าไปร่วม จะต้องเป็นคนทำงาน หรือระดับผู้ปฏิบัติงานจริงในเรื่องจังหวัดชายแดนใต้ของแต่ละภาคส่วน มาเป็นคณะทำงานเทคนิค มีทั้งหมด 6 คน มีทหาร 3 ข้าราชการพลเรือน 3 คน ดิฉันเป็น 1 ในข้าราชการพลเรือน เป็นตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมเข้าไปร่วมเป็นคณะเทคนิค เป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะทำงาน” วันรพีตอบปนยิ้มอย่างภาคภูมิ
หน้าที่ของคณะทำงานเทคนิคคืออะไร
เตรียมเนื้อหาเพื่อให้คณะพูดคุยฯ ส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดประเด็นเอกสารข้อตกลง ความร่วมมือต่างๆ ที่คณะพูดคุยฯต้องนำไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ คล้ายกับคนรันงานด้านเอกสาร ประสานงาน กำหนดประเด็นการพูดคุยของทั้งสองฝ่าย การประสานงานต้องเดินทางไปพูดคุยกับกลุ่มเห็นต่างรัฐ หรือปาร์ตี้ B แต่ด้วยข้อจำกัดทำให้ต้องเดินทางไปพูดคุยนอกประเทศไทย โดยมีประเทศมาเลเซียอำนวยความสะดวก
.ครั้งแรกที่ไปพบหัวหน้าคณะกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ ตื่นเต้น และกังวลหรือไม่
ไม่นะ จำได้ว่าครั้งแรกไปเจอกันที่ประเทศมาเลเชีย ช่วงเวลาไม่นาน ฝั่งละ 6 คน ครั้งแรกยังไม่ค่อยพูดคุยอะไรกันมาก พอกลั ดิฉันเสนอให้พี่ทหารในคณะทำงานเทคนิค ว่า น่าจะมีโอากาสพบกันมากกว่า 1 วัน ระหว่าง 2 กลุ่ม ตอนนั้นพูดไปเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร และจำได้ว่าทุกคนในทีมคณะเทคนิคของเราเพิ่งมาทำงานร่วมกัน หลังจากนั้นครั้งที่ 2 ก็ไปอีก รอบนี้อยู่ 2 คืน 3 วัน พักโรงแรมเดียวกัน เรียกว่ากินนอนที่เดียวกัน
รอบนี้ เริ่มมีการสื่อสารระหว่าง 2 กลุ่มมากขึ้น ดิฉันทักทายกลุ่มปาร์ตี้ B เพราะว่าทางโน้นจะมีอายุมากกว่า บรรยากาศพูดคุยด้วยภาษาไทย กลุ่มปาร์ตี้ B สามารถพูดภาษาไทยได้ ส่วนงานเอกสารจะเป็นภาษาอังกฤษ
รอบที่ 2 เน้นเรื่องข้อตกลงในเอกสาร ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการสร้างความร่วมมือ ลักษณะเหมือนกับการทำสัมมนากลุ่มย่อย บรรยากาศผ่อนคลายกินข้าวเช้า กลางวัน เย็น ร่วมกัน แต่ตัวเนื้อหาหรือรายละเอียดในเอกสารค่อนข้างเข้มมากบอกเลย และรอบที่ 3 ที่เพิ่งไปมาเมื่อเดือนที่แล้วค่อนข้างซีเรียส เพราะเป็นเรื่องละเอียดในข้อตกลง ว่าแต่ละฝ่ายจะยอมรับกันมากน้อยแค่ไหน ต้องรอการตัดสินใจของระดับนโยบาย
ด้วยความเป็นผู้หญิง ทำให้บรรยากาศการเจรจาที่ซีเรียสดูผ่อนคลายใช่หรือไม่
ไม่นะ (หัวเราะ) ช่วงเจรจาไม่นะ แต่นอกรอบกินข้าวพูดคุยมีบ้าง มีการแซวผ่อนคลาย ในทีมคณะเทคนิคจะแนะว่าฉันเป็นผู้หญิงโสดนะ จีบได้ ทุกคนทำหน้างง ขำๆ
ต้องปรับตัวเข้ากับทีมคณะทำงานเทคนิคมากน้อยแค่ไหน
ยอมรับว่าตอนแรกคิดว่ายาก แต่โชคดี พี่ทหารในคณะทำงานรับได้ในคำพูดของเรา เป็นคนพูดตรงๆ ตามความรู้สึก พี่ทหารให้เกียรติและยอมรับมาก ส่วนการปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพื่อความเป็นทีมไม่ใช่เรื่องยาก แม้เราจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม เพราะไม่ได้ไปใช้กำลังออกแรงสู้รบที่ไหน เป็นการเสนอข้อกฎหมาย อันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้ และทุกครั้งที่เสนอ จะมีเหตุผลประกอบเสมอ
“เรียกว่าที่ไหนเราไปด้วย เฮฮา สร้างสรรค์ เป็นสิ่งปกติ ส่วนข้อเสนอจะนำไปใช้ได้หรือไม่ สุดท้ายก็แล้วแต่หัวหน้าชุด เคารพในระบบบังคับบัญชา ไม่มีงอแง แต่ระหว่างทำงาน ในบางอารมณ์แบบผู้หญิงก็ต้องการปฏิกิริยาตอบกลับในคำถามทันที ผู้ชายจะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร นี่คือบรรยากาศทำงาน”
ทำงานเกี่ยวกับภาคใต้มานานหรือยัง
12 ปี ช่วงรับราชการใหม่ ทำงานด้านวินัย เคยอยู่สำนักงาน ปปง. ชื่อเสียงเรื่องเอาผิดทางวินัยก็พอสมควร ตอนนั้นท่านชาญเชาวน์ได้ยินข่าวเลยชวนมาทำงานที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ บอกว่า เสียดายจบกฎหมายทำแต่งานปราบปรามคน ลองเอาวิชาความรู้มาคุ้มครองสิทธิฯชาวบ้านบ้าง เลยตัดสินใจโอนมาอยู่กรมคุ้มครองสิทธิฯ เริ่มทำงานใต้ ลงพื้นที่ไปพบชาวบ้าน ทำไปทำมารู้สึกชอบ และยิ่งชอบมากขึ้น เพราะได้ทำทุกอย่างตั้งแต่งานนโนบาย งบประมาณ และการติดตามงาน ตามโครงการยุทธศาสตร์ รวมทั้งคิดโครงการใหม่ๆ ทำทุกอย่างครบ น้อยคนจะมีโอกาสเข้าไปทำงาน ผลงานหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อนคือกฎหมายอิสลาม ริเริ่มมาแล้ว 5 ปี นอกจากนี้ยังมีงานยุติธรรมชุมนุม มี 106 ศูนย์ยุติธรรม ระบบคอนเฟอเรนซ์ในการไปเยี่ยมญาติในเรือนจำ ชาวบ้านชอบมาก
ลงพื้นที่เสี่ยงไม่กลัวหรือ
“ไม่ เพราะคิดแค่ว่า ถ้าจะตายอยู่ที่ไหนก็ตาย แค่นั้นไม่มีอะไรมาก” เวลาไปทำงานไปแบบปกติ ไม่มีกำลังทหารตำรวจ ใช้รถเช่า คนขับเป็นคนในพื้นที่ ตลอด 10 กว่าปีทำแบบนี้มาตลอด และรู้สึกดีใจที่นำความรู้ทางกฎหมายมาปรับใช้กับงาน รวมถึงการผลิตสื่อ เนื้อหาโครงการให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องนำให้ชาวบ้านเข้าใจแบบง่ายๆ อธิบายชาวบ้านได้ว่า ทำคดีที่เกิดขึ้นต้องเป็นแบบนี้ ทำไมทหารค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ขั้นตอนทางคดีจะเป็นอย่างไร ชาวบ้านต้องการคำอธิบายเพื่อความเข้าใจ หน้าที่หลักของกระทรวงยุติธรรมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หรือการอำนวยความยุติธรรม เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในพื้นที่
“บางที่ต้องสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทหาร ว่าทำตามกฎหมาย ทำอย่างไรไม่ให้ละเมิดสิทธิ แต่ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความปลอดภัยมั่นคงกระทบกระเทือนสิทธิ เราต้องอธิบายชาวบ้านให้เข้าใจ อีกมุมต้องสะท้อนให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าช่วงไหนมากเกินไป”
นี่คือบทบาทหนึ่งของ “วันรพี ขาวสะอาด” สาวมั่น กับภารกิจแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 10 ปี โดยคำตอบสุดท้าย สิ่งที่เธออยากเห็น คือ ประชาชนมีความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และทุกอย่างเป็นเรื่องของเวลา. ..

