
ทีมนักวิชาการจากสถาบันเพื่อการศึกษาภาคพื้นสมุทรในประเทศฝรั่งเศส นำโดย สเตฟาน ลาลองด์ นักวิชาการด้านธรณีเคมี และมาร์ติน โฮมานน์ นักตะกอนวิทยาที่เป็นสาขาหนึ่งของธรณีชีววิทยา เผยแพร่ข้อมูลการค้นพบหลักฐานที่แสดงถึงสิ่งมีชีวิตบนบกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยตรวจสอบพบมาในแอฟริกาใต้ มีอายุเก่าแก่กว่าซากฟอสซิลของจุลชีพที่เคยพบเมื่อหลายสิบปีก่อนในแอฟริกาใต้และออสเตรเลียที่เคยถือกันว่าเก่าแก่ที่สุดมากกว่า 500 ล้านปี
หลักฐานใหม่ดังกล่าวนี้ตรวจสอบแล้วมีอายุเก่าแก่ราว 3,220 ล้านปี เป็นชั้นเมือกของจุลชีพที่เคลือบอยู่บนแผ่นหินกรวด (ชนิดหนึ่งของหินตะกอน) ซึ่งเชื่อกันว่าในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นพื้นท้องน้ำของลำน้ำโบราณเมื่อหลายพันล้านปีที่ผ่านมาดังกล่าว
หลักฐานทางธรณีวิทยาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมหาสมุทรบนโลกนี้เมื่อราว 3,800 ล้านปีก่อน แต่หลักฐานที่แสดงว่าในเวลาใกล้เคียงกันนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกพบเห็นกันไม่มากนัก สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ตามข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นโลกอาจจมอยู่ใต้น้ำเสียเป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งถึงราว 3,000 ล้านปีก่อน
นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณกันว่าสิ่งมีชีวิตเริ่มคืบคลานขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่บนพื้นดินตั้งแต่ยุคเริ่มแรกในประวัติศาสตร์ของโลก แต่ไม่เคยมีหลักฐานชี้ชัดที่เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว จนกระทั่งมีการค้นพบใหม่ในครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า บนภาคพื้นทวีปก็เคยเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นเวลานานมากแล้วเช่นเดียวกัน
มาร์ติน โฮมานน์ และทีมวิจัยค้นพบซากฟอสซิลของจุลชีพเก่าแก่อยู่บนด้านหนึ่งของผาหินของเทือกเขาบาร์เบอร์ตัน มาคอนจ์วา ซึ่งเป็นเทือกเขาทางตะวันออกของประเทศแอฟริกาใต้ และเป็นสถานที่ซึ่งมีคุณลักษณะทางธรณีวิทยาเก่าแก่ที่สุดของโลก ฟอสซิลที่พบดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของก้อนหินใหญ่ที่เรียกว่า มูดีส์ กรุ๊ป ซึ่งนักธรณีวิทยายึดถือว่าเป็นแนวชายฝั่งทะเลที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
ลาลองด์เปิดเผยว่า ฟอสซิลจุลชีพที่พบนั้นถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพดีเยี่ยม อยู่ในสภาพเป็นแผ่นหนาแผ่คลุมอยู่บนหินกรวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตเก่าแก่นี้น่าจะยังชีพอยู่บนพื้นท้องน้ำในยุคโบราณ ไม่ใช่อยู่ในทะเลหรือหาดทราย ลอนคลื่นที่ปรากฏอยู่บนแผ่นหินแสดงให้เห็นทิศทางไหลของน้ำว่าเป็นไปในทิศทางเดียว ซึ่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่พบนี้ใช้ชีวิตอยู่ในแม่น้ำ หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งของอัลลูเวียล แฟน หรือเนินตะกอนรูปพัด ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะแวดล้อมบนบก ไม่ใช่ในทะเลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต
ลาลองด์ระบุว่า ในความเป็นจริงแล้วแผ่นหินกรวดที่พบนี้คือท้องน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว
ข้อแตกต่างระหว่างฟอสซิลจุลชีพที่พบใหม่นี้กับหลักฐานบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตบนบกในอดีตก็คือหลักฐานบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตบนบกที่ผ่านมานั้นมักเป็นโครงสร้างฟอสซิลที่สร้างโดยแบคทีเรีย แต่ฟอสซิลจุลชีพที่พบใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อเกิดชั้นตะกอนใหม่คลุมแผ่นจุลชีพเดิมที่อยู่เหนือท้องน้ำ แล้วเกิดแผ่นจุลชีพใหม่บนชั้นตะกอนใหม่ดังกล่าวทับซ้อนกันขึ้นมาเรื่อยๆ และทำหน้าที่รักษาสภาพของจุลชีพภายในชั้นของหินตะกอนท้องน้ำได้เป็นอย่างดี และทำให้ซากฟอสซิลที่อยู่ระหว่างชั้นยังคงมีสารอินทรีย์อย่างเช่น อะตอมของคาร์บอนและของไนโตรเจน ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนี้ปรากฏอยู่ในขณะค้นพบ
จากการวิเคราะห์ชนิดของอะตอมไนโตรเจนที่พบในซากฟอสซิล แสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตดังกล่าวแพร่ขยายได้ด้วยการบริโภคไนเตรท หรืออะตอมไนโตรเจน 1 อะตอมที่รวมตัวเข้ากับอะตอมออกซิเจน 3 อะตอม
สภาวะเช่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อบรรยากาศของโลกยังไม่ได้เต็มไปด้วยออกซิเจนมากเท่ากับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ทำให้กระบวนการย่อยสลายสารอาหารยังไม่สามารถเป็นระบบที่ใช้ออกซิเจนเป็นฐานได้เหมือนที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ไปใช้ไนเตรทแทน ซึ่งถือเป็นระบบเมทาบอลิสม์ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดรองจากระบบใช้ออกซิเจนนั่น
โลกยุคดังกล่าวถูกเรียกว่า “บรมยุคอาร์เคียน” ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 4,000 ล้านปีเรื่อยมาจนถึงราว 2,500 ล้านปีก่อนนั่นเอง
