“ราปานุย” หรือ “อีสเตอร์ ไอส์แลนด์” เป็นเกาะกลางทะเล อยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีราว 3,200 กิโลเมตร เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกจากรูปแกะสลักหินขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่ตามชายหาด ที่กลายเป็นปริศนาของนักโบราณคดีและผู้ที่สนใจมาตลอดว่า รูปแกะสลักหินที่เรียกกันว่า “โมไอ” นี้ มาเรียงรายอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น บางรูปปั้นมี “หมวก” หรือ “ปูคาโอ” แกะสลักจากหินเช่นเดียวกันอยู่ด้วย
เฉพาะตัวรูปสลักหินบางตัว มีน้ำหนักสูงถึง 13 ตัน สูงถึง 10 เมตร ปูคาโอเองก็ใช่ย่อย หนักเป็นตันเช่นเดียวกัน คนในยุคโบราณนำมันไปไว้บนหัวรูปแกะสลักที่ว่านี้ได้อย่างไรกัน?
มีนักโบราณคดีและนักธรณีวิทยาเข้าไปศึกษารูปแกะสลักจากหินบนราปานุยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ผลการศึกษาเหล่านั้นพบว่ารูปแกะสลักหินนั้นผู้คนในยุคศตวรรษที่ 13 ทำกันขึ้นที่เหมืองหินแห่งหนึ่งบนเกาะนั่นเอง อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า “หมวก” ของโมไอนั้นถูกทำขึ้นจากเหมืองหินอีกเหมืองหนึ่ง (ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการได้สีสันที่แตกต่างกัน) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเหมืองแรกไปอีกด้านหนึ่งของเกาะ ห่างกันราว 11 กิโลเมตรเศษ

การสำรวจครั้งก่อนๆ ดังกล่าวนั้นทำให้ได้ข้อสรุปว่ารูปสลักหิน โมไอ ถูกสร้างขึ้นในเหมืองหินแล้วชักลากมาจัดวางไว้ตามชายหาด (ใครอยากรู้ว่าโมไอ “เดิน ” ได้อย่างไร แนะนำให้หาคลิป easter island moai “walk” บนยูทูบมาดูได้) แต่ปัญหาอยู่ตรงที่หมวก ซึ่งตามหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีการสร้างขึ้นจากอีกสถานที่หนึ่งแล้วจึงนำมาจัดวางไว้บนหัวของโมไอในภายหลัง คำถามคือ หมวกหินหนักขนาดนั้น ยกขึ้นไปวางไว้บนที่สูงเช่นนั้นได้อย่างไรกัน โดยที่เทคโนโลยีในยุคนั้นไม่มีรถยกไฮโดรลิกหรือปั้นจั่นให้ใช้
ตามทฤษฎีที่เชื่อกันในตอนแรกๆ ก็คือ ทั้งรูปแกะสลักและหมวก ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กันแล้วนำมาติดเข้ากับรูปแกะสลัก ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายมาประดิษฐาน แต่การศึกษาเพิ่มเติมในระยะหลังพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ที่ทำให้พิศวงกันมากขึ้นกว่าเดิมก็คือ ในบางส่วนของเกาะ มีปูคาโอหรือหมวกที่ว่านี้ ที่ไม่ได้ติดตั้งไว้บนหัวของรูปแกะสลักถูกทิ้งไว้ระหว่างทางหลายๆ ชิ้น แต่ละชิ้นล้วนมีขนาดใหญ่กว่าที่ติดตั้งไว้บนหัวของโมไอทั้งสิ้น

ศาสตราจารย์ คาร์ล พี. ไลโป นักวิชาการด้านมนุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ นำทีมวิจัยเข้าไปสำรวจและศึกษาวิเคราะห์เสียใหม่ รวมทั้งนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาใช้อาทิ การจำลองแบบสามมิติด้วยคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์วัสดุในสถานที่จริง ได้ข้อสรุปใหม่ว่าหมวกหรือปูคาโอ ถูกนำมาติดตั้งทีหลังจริง โดยมีการลำเลียงวัตถุดิบที่เป็นรูปทรงกระบอกมายังจุดที่ตั้งของโมไอ ที่ต้องการติดตั้งหมวก
“เมื่อมาถึงตัวโมไอ ปูคาโอจะถูกชักลากขึ้นไปสู่บริเวณหัวของรูปแกะสลักด้วยทางลาดขนาดใหญ่ที่ทำขึ้นเพื่อการนี้ โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่าพาร์บัคคลิง” ศาสตราจารย์ไลโประบุ
“พาร์บัคคลิง” เป็นเทคนิคโบราณแต่มีประสิทธิภาพ มักใช้ในการชักลากหรือกลิ้งวัตถุทรงท่อทั้งหลาย วิธีการคือการใช้เชือกยาวเส้นหนึ่งผูกตายไว้บนปลายบนสุดของทางลาด ส่วนปลายเชือกทั้ง 2 ด้านปล่อยลงมาวนอยู่รอบวัตถุทรงท่อกลม หลังจากนั้นก็ใช้กำลังคนค่อยๆ ดึงปลายเชือกทั้งสองด้านบนทางลาด ซึ่งจะทำให้ท่อหินกลมๆ นั้นค่อยๆ กลิ้งขึ้นไปจนถึงส่วนบนสุดที่เป็นหัวของโมไอในที่สุด
ศาสตราจารย์ไลโประบุว่า ในกรณีปูคาโอหรือหมวกของโมไอนั้น เพิ่มขั้นตอนพิเศษขึ้นมาอีกหน่อย กล่าวคือเมื่อถึงส่วนบนสุดของทางลาดที่ทำขึ้นติดกับส่วนหัวของโมไอแล้ว มันจะถูกค่อยๆ ขยับให้เข้าที่โดยอาศัยชะแลงไม้ค่อยๆ งัดมันให้หมุนแล้วพลิกด้านข้างลงนั่นเอง
ชอว์น ดับเบิลยู. ฮิกซัน นักศึกษาปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ที่เป็นหนึ่งในทีมศึกษาวิจัยหนนี้ ยืนยันว่าแนวคิดใหม่นี้แตกต่างจากที่เคยคาดหมายกันแต่เดิม
เพราะครั้งนี้มีหลักฐานทางโบราณคดีมายืนยันครบถ้วนนั่นเอง

