มหัศจรรย์การ์ตูน : จะทำตัวอย่างไรในยุคข่าวปลอม : โดย วินิทรา นวลละออง

19.08.18 | 13:03 น.

เป็นที่ทราบดีว่าโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากในยุคนี้และเป็นสื่อที่มีข่าวปลอมมากที่สุดเช่นกัน ทางฝั่งอเมริกามีการพูดถึงอิทธิพลของข่าวปลอมมากขึ้นตั้งแต่หลังเลือกตั้งประธานาธิบดีคนล่าสุด โดยเชื่อว่าอิทธิพลของข่าวปลอมทำให้คนคาดเดาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีผิดไป เหตุนี้จึงทำให้ Massachusetts Institute of Technology ในเคมบริดจ์สนใจว่าในทวิตเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในโซเชียลมีเดียยอดนิยม ข่าวใดมีแรงดึงดูดให้เราเสพมากกว่ากันระหว่างข่าวจริงกับข่าวปลอม

ลองดูกรณีนักศึกษาสาวและหนุ่มสองคนนี้ค่ะ นักศึกษาสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยมาตามนัดประจำมีสีหน้าเคร่งเครียดมาก ทุกครั้งเธอมีความเครียดเรื่องการเรียน แต่ครั้งนี้เธอมีปัญหาหนักอกเรื่องเพื่อนในโซเชียลมีเดีย

“ตอนนี้หนูกับที่บ้านเครียดกันมาก เพราะเมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้วเพื่อนของหนูคนนึงส่งไลน์มาขู่หนูค่ะ เขาเข้าใจผิดว่าหนูเอาเรื่องไม่สบายใจที่เขาเล่าไปบอกต่อคนอื่นทางเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นเขาก็โกรธมากแล้วไลน์มาต่อว่าหนู ล่าสุดเขาไลน์มาบอกว่าจะตามมาทำร้ายร่างกายหนู”

“แล้วหนูทำอย่างไรหลังจากนั้นคะ”

“หนูเอาไปให้แฟนกับที่บ้านดู ที่บ้านบอกว่าให้แคปหน้าจอไลน์เอาไว้แล้วไปแจ้งความ แต่หนูไม่อยากแจ้งความเลย หนูรู้ว่าเขาเข้าใจผิด อยากไปเคลียร์กับเขามากกว่า แต่เขาก็ไม่ตอบไลน์หนูเลย”

Advertisement

พอดูข้อความที่เพื่อนส่งมาให้ปรากฏว่าไม่ใช่แค่ทำร้ายร่างกายค่ะ ทางนั้นขู่ว่าจะมาฆ่าเธอแล้วถ้าถูกตำรวจจับก็จะฆ่าตัวตายตามด้วย ฟังดูร้ายแรงมากค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ทางบ้านจะให้แจ้งความไว้และให้แฟนไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา เธอบอกว่าแค่เขียนเปรยเรื่องเพื่อนผู้ชายคนนี้ทางเฟซบุ๊กโดยไม่บอกว่าเป็นใครและไม่ได้เขียนอะไรให้ร้ายเลย ใครอ่านก็บอกว่าไม่ได้มีอะไรเสียหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมเพื่อนผู้ชายโกรธถึงขนาดจะฆ่ากัน มาทราบภายหลังว่าเพื่อนผู้ชายคนนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคจิตและมีอาการหวาดระแวง ดังนั้นพอไปอ่านข้อความซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาอะไรก็อาจเข้าใจไปว่าถูกนำเรื่องส่วนตัวไปเผยแพร่ประจานและคิดแค้นจากอาการหวาดระแวงของโรค

สรุปแล้วคนเราอาจตีความสิ่งที่ตาเห็นออกมาเป็นความเชื่อมากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริงก็เป็นได้ การ์ตูนเรื่อง “สูตรลับตำรับยากูซ่า” เล่นสนุกกับภาพที่เราเห็นกับความเชื่อของเราได้อย่างตลกและน่าสนใจค่ะ ถูกนำไปสร้างเป็นละครด้วยนะคะ

“กอนดะ” เด็กหนุ่มมัธยมปลายวัย 18 ปี ที่มีใบหน้าโหดเหมือนยากูซ่าและทำงานพิเศษในแก๊งยากูซ่าจริงเสียด้วย เขาชอบทำอาหารมากและมักจะคิดเมนูใหม่ๆ เสมอระหว่างทำงานพิเศษโหดๆ ของเขา เช่น ทำอาหารจากรากบัวที่มีลักษณะคล้ายลูกโม่ปืนเพราะเกิดไอเดียหลังมีการต่อสู้และมีปืนผาหน้าไม้โผล่มา หรือเห็นลายนิ้วมือขดเป็นวงเนื่องจากก่ออาชญากรรมแล้วต้องลบลายนิ้วมือให้หมด ทำให้เกิดไอเดียนำเนื้อสไลด์บางๆ มาม้วนเป็นก้อนกลมและหั่นขวางกลายเป็นสเต๊กเนื้อ การ์ตูนเล่นกับความเชื่อเกี่ยวกับยากูซ่าของเราและเซอร์ไพรส์ด้วยการเปลี่ยนมันในตอนท้ายให้กลายเป็นการ์ตูนทำอาหารเสียแทน ตลกดีค่ะ

ย้อนกลับมาที่งานวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology ซึ่งต้องการทราบว่าอะไรมีอิทธิพลต่อเรามากกว่ากันระหว่างข่าวจริงกับข่าวปลอม เขาสำรวจเนื้อหาการทวีตเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมแสนกว่าเรื่องจากผู้ใช้งาน 3 ล้านคนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า “ข่าวปลอม” เข้าถึงผู้คนและกระจายออกเป็นวงกว้างได้มากและเร็วกว่าข่าวที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือข่าวปลอมส่วนใหญ่ทำให้คนเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อข่าวสารในช่องทางต่างๆ และหลายคนไม่รู้ว่าควรจะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอมได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้โดย ดร.มาร์ค วิทมอร์ ตีพิมพ์ในวารสาร Science ซึ่งสนใจกลไกการเสพข่าวปลอมของคน

ผู้วิจัยเชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข่าวปลอมดูน่าดึงดูดกว่าคือ “confirmation bias” หมายถึงคนเรามีแนวโน้มจะยอมรับข้อมูลที่มายืนยันความเชื่อดั้งเดิมของเรา ในเวลาเดียวกันก็มีแนวโน้มจะปฏิเสธหรือเพิกเฉยข้อมูลที่ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมของเรา กระบวนการเลือกเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นเพื่อลดความขัดแย้งในสมองของเราหรืออีกนัยหนึ่งคือลดความรู้สึกวิตกจริตเนื่องมาจากข้อมูลไม่ตรงตามความเชื่อเดิม ผลคือทำให้เกิดการยอมรับ ปฏิเสธ จำผิด หรือบิดเบือนข้อมูลตามความเชื่อพื้นฐานของเรา

สำหรับคนที่อยากฝึกให้ต่อสู้กับ confirmation bias และแยกแยะข่าวปลอมกับข้อเท็จจริงให้ได้มีอยู่ 4 วิธีค่ะ วิธีแรกคือใช้อารมณ์ขันมาเป็นเกราะป้องกันให้ไม่เครียดเมื่อต้องรับข้อมูลที่คาดไม่ถึง ความไม่เครียดจะทำให้เราไม่ปฏิเสธข้อมูลนั้นแม้ว่าจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมก็ตาม วิธีที่สองคล้ายกัน คือเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นทางบวกโดยใส่ประโยชน์ให้มันเสีย เช่น คิดว่าพฤติกรรมแปลกๆ ของบางคนอาจเกิดจากเขาต้องการประท้วงอะไรสักอย่างก็ได้ วิธีที่ 3 คือลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดผ่านมุมมองของคนอื่นบ้างจะช่วยลดความสุดโต่งทางความคิดของเราได้ วิธีสุดท้ายคือฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณตั้งแต่วัยเด็ก สอนให้เขาตั้งข้อสังเกต สงสัย และตั้งคำถาม ก็จะสามารถลด confirmation bias ได้ค่ะ