ในยุคที่ใครๆ ก็มีอุปกรณ์สื่อสารเป็นของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่เด็กประถมศึกษาหรืออนุบาล ที่จะพกไปโรงเรียน เล่นอยู่กับบ้าน อาจเป็นการหยิบยื่นภัยเสี่ยงให้ลูกหลานโดยที่ผู้ปกครองไม่ตั้งใจ เป็นเรื่องให้ฉุกคิดในการเสวนาเปิดตัวโครงการ “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” (THAILAND SUPER CAMP) ค่ายเยาวชนแห่งการพัฒนาตัวเอง ภายใต้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิธรรมดี ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซอยงามดูพลี กรุงเทพฯ
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.กล่าวว่า เด็กไทยมีเวลาปิดภาคการศึกษาต่อปีประมาณ 3 เดือนครึ่ง หากได้ใช้เวลาว่างนั้นให้เป็นประโยชน์ก็จะดีต่อตัวเด็กมาก แต่ปัจจุบันกลับพบว่าเด็กไทยใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์มากถึง 5 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มากกว่าเด็กประเทศอื่นทั้งที่เขาก็ประสบปัญหาเหมือนกันอยู่ 2 ชั่วโมงต่อวัน
“ผลพวงของการติดโซเชียลมีเดีย คือทำให้เด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง เพราะไม่ค่อยเคลื่อนที่ เป็นโรคอ้วน ไขมัน เบาหวาน รวมถึงอาจได้รับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ทำให้เข้าใจผิด ตลอดจนการถูกล่อลวงเพราะรู้ไม่เท่าทัน และกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และยังพบอีกว่าเดี๋ยวนี้วัยรุ่นหันไปนิยมเล่นทวิตเตอร์มากขึ้น เพราะต้องการหนีพ่อแม่ตนเองที่คอยส่องเฟซบุ๊ก” นพ.ไพโรจน์กล่าว และวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เด็กไทยติดโซเชียลว่า
ส่วนหนึ่งมาจากตัวเด็กเองที่ต้องการพูดคุยกับสังคม อยากแสดงตัวตน แสดงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งการจะไปปรับพฤติกรรมของเด็กไม่ให้ติดโซเชียลมีเดียทางที่ดีที่สุดคือพ่อแม่ก็ต้องทำตนเองเป็นแบบอย่าง ไม่ติดโซเชียลมีเดียเสียเอง สร้างกติกา หากิจกรรมให้ลูกทำ ไม่ใช่แต่เพียงพร่ำสอนปากเปล่า

ขณะที่ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การติดโซเชียลมีเดียถือเป็นปัญหาน่าห่วงไม่ต่างกับการติดเกม อย่างการติดโซเชียลมีเดียทำให้สมองส่วนหน้าของเด็กซึ่งเป็นในส่วนการคิด วิเคราะห์ เหตุผล และสมาธิ ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลระยะยาวให้เขาเติบโตไปเป็นคนที่ไม่อดทน ไม่มีวินัย สมาธิสั้น มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า และอาจฆ่าตัวตายในที่สุด
“ตอนนี้โซเชียลมีเดียทำให้เกิดเจเนอเรชั่นมี (ME) คือการนึกถึงแต่ตัวเองว่าวันนี้จะโพสต์รูปมุมไหน ข้อความอะไร เพื่อให้คนมากดไลค์ ทำให้บางคนยิ่งพยายามโพสต์รูปวับๆ แวมๆ เพื่อตอบสนองกระแสสังคม จากความคิดว่าเป็นการทำให้ตนเองดูมีคุณค่า โซเชียลมีเดียยังทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับเพื่อนในสังคมออนไลน์ ที่มักนำเสนอแง่มุมที่ดีของชีวิต เช่น กินของหรู ใช้ของแพง เที่ยว จนทำให้รู้สึกว่าทำไมชีวิตของตนเองแย่อยู่คนเดียว รู้สึกด้อยค่าและลดคุณค่าตนเอง เกิดเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งที่ความจริงของชีวิตมีหลายด้าน ขณะที่บางคนก็พยายามทำให้ชีวิตจริงเป็นเหมือนโรลโมเดลที่ชื่นชอบ เช่น การไปศัลยกรรม ใช้ของแพง”
พญ.จิราภรณ์กล่าวอีกว่า ส่วนการติดเกมทำให้เด็กไม่กิน ไม่นอน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร การเรียนจะเริ่มไม่ดี และต้องออกจากโรงเรียนในที่สุด เพราะชีวิตจะชอบแต่ความสนุกเหมือนการเล่นเกม อะไรที่ไม่สนุกก็จะไม่ทำ และก้าวร้าวรุนแรงตามเกมที่เล่น ทั้งนี้ เด็กติดเกมมักจะคิดว่าตนเองจะได้เป็นนักกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งมันคนละเรื่องกัน ทำให้เด็กหลายล้านคนที่ติดเกมสูญเสียโอกาส
“การมีลูกติดโซเชียลมีเดีย ติดเกมไม่ต่างอะไรกับการมีลูกติดยาเสพติด เพราะขณะเสพ สมองจะหลั่งสารแห่งความสุข แต่เมื่อไม่ได้เสพก็จะเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด มีอารมณ์รุนแรง และต่อต้านผู้ปกครองที่ห้ามไม่ให้เสพ ซึ่งแนะนำว่าควรนำเขามาพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและทำการรักษาอย่างเหมาะสม หรือแนะนำว่าก่อนซื้ออุปกรณ์สื่อสารให้ลูกควรตกลงกติกากันก่อนว่าจะให้ใช้อย่างไรเท่าไหร่ ซึ่งจะได้ผลกว่ามาตกลงหลังซื้อสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตให้ลูกไปแล้ว”
“ควรเป็นพ่อแม่ที่ใจดี เข้าใจ แต่เอาจริงคือให้เขาเล่นได้ภายใต้กติกา เมื่อหมดเวลาก็ต้องเก็บคืนจริงๆ ไม่ยอมแม้ลูกจะโวยวาย อีกอย่างที่พบจากเด็กติดโซเชียลมีเดียและเกมคือ เขาไม่มีอะไรทำ
“ฉะนั้นมอบหน้าที่รับผิดชอบในบ้าน หากิจกรรม เช่น กีฬา ดนตรี ให้เขาทำ” พญ.จิราภรณ์กล่าว



