เป็นงานปิดทองหลังพระที่ต้องชื่นชมและให้กำลังใจ กับการเป็นอาสาพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ซึ่งเป็นงานอาสาสมัครที่ทำด้วยใจไม่มีค่าตอบแทน ในงานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติ อพม.ประจำปี 2561 ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี จัดโดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ
นางเจ๊าะเสาะ สาแม อายุ 46 ปี อพม.จากจังหวัดปัตตานี เล่าว่า เริ่มเป็น อพม.ตั้งแต่ปี 2546 บทบาทหลักๆ คือการประสานหน่วยงานรัฐให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อาทิ ประสานขอให้เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยติดบ้านซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ ประสานให้คนพิการผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิและรับสวัสดิการของรัฐ
“การทำงานค่อนข้างยาก เพราะต้องปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดง ต้องเสี่ยงชีวิตและทรัพย์สินจนบางครั้งรู้สึกท้อ แต่ใจไม่เคยถอย เพราะอยากช่วยผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ภาคภูมิใจคือได้ช่วยผู้หญิงที่ป่วยทางจิต จากที่เดินแก้ผ้าเร่ร่อนจนแม่ต้องล่ามโซ่ไว้กับบ้าน ดิฉันประสานแพทย์ให้รักษาเข้าไปช่วยเหลือและติดตามทุกขั้นตอนตลอด 2 ปี ผลปรากฏว่าเธอสามารถกลับมามีสติและเป็นลูกที่สามารถช่วยเหลืองานบ้านแม่ที่เริ่มชราได้ ซึ่งพอได้เห็นรอยยิ้มของแม่ที่กลับมามีความหวังอีกครั้งก็รู้สึกมีความสุข” นางเจ๊าะเสาะกล่าว
เช่นเดียวกับ นางณัฐรัตน์ คำมูล อายุ 59 ปี เล่าว่า ที่เชียงรายอาสาสมัครจะทำงานช่วยเหลือคนทุกกลุ่มเป้าหมาย อย่างปัญหาส่วนใหญ่ของคนในพื้นที่คือเข้าไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐ อาทิ เบี้ยคนพิการ เบี้ยผู้สูงอายุ เราก็ประสานให้ และล่าสุดกับการสนับสนุนปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ อพม.เชียงรายได้ร่วมกันไปให้บริการนวด ซักผ้าให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอื่นๆ อย่างไม่หวังผลตอบแทน
“12 ปีของการเป็น อพม.ต้องสู้ทุกอย่าง เพื่อทำให้ผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การทำงานของเราไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีค่ารถไว้เดินทาง หลายครั้งต้องเอาทรัพย์ส่วนตัวมาช่วยสนับสนุนงานอีก แต่สิ่งที่ได้กลับมามันคือความสุขและภาคภูมิใจที่ประเมินค่าไม่ได้” นางณัฐรัตน์กล่าว
ด้าน นางคำนึง ศรีประสม อายุ 55 ปี อพม.จากจังหวัดจันทบุรี เล่าว่า บทบาท อพม.ของตนคือการกล้าชนกล้าแสดงออก เพื่อพิทักษ์สิทธิให้กับประชาชน อย่างผลงานล่าสุดที่ภูมิใจมากคือการประสานงานช่วยเหลือให้ครอบครัวยากจนมา 4 ชีวิต ที่ถูกสวมสิทธิในบัตรประชาชน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอะไรได้ ใช้เวลาต่อสู้กว่า 5 ปี จนวันนี้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิแล้ว
“หากปล่อยให้คนยากจนไปเรียกร้องเองคงไม่สำเร็จ แต่พอประสานงานในบทบาท อพม.ซึ่งเป็นบทบาทที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับ ทำให้หลายฝ่ายเข้ามาให้ความช่วยเหลือจนขับเคลื่อนไปอย่างสำเร็จ จริงๆ ดิฉันก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็นชาวสวนลำไยแต่มีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคม ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขที่ได้เห็นคนที่ได้รับการช่วยเหลือมีรอยยิ้ม” นางคำนึงกล่าว
เรื่องราว 3 คนดีในหมู่ 1.3 แสนคนของ อพม.ทั่วประเทศ ที่ทำงานปิดทองหลังพระให้ประเทศ





