หากพูดถึง “ความกล้าหาญ” เชื่อว่าหลายคนคงต้องคิดถึงผู้ที่มีร่างกายกำยำบึกบึนพร้อมที่จะเสี่ยงภัยอันตรายช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า
แต่ถ้าได้ทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ รจเรข วัฒนพาณิชย์ สตรีรูปร่างผอมบอบบาง อาจทำให้ ความเข้าใจนี้เปลี่ยนไป
รจเรขเป็นหนึ่งในสตรีจากทั่วโลก 14 คน ไม่ว่าจะเป็น บังกลาเทศ จีน ฝรั่งเศส กัวเตมาลา อิรัก มาเลเซีย และเยเมน ที่ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาให้ได้รับรางวัล International Women of Courage หรือรางวัล “ผู้หญิงกล้าหาญ” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับสตรีจากทั่วโลก ผู้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเป็นผู้นำในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าทางสังคม โดยไม่เกรงกลัวภัยอันตรายที่ตามมา
เธอเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล จากสตรีกว่าหนึ่งร้อยคนจาก 60 ประเทศทั่วโลกที่เคยได้รับรางวัลมาแล้ว
รจเรขเป็นคนเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 49 ปี จบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ ม.พายัพ ทำงานเป็นเอ็นจีโอด้านป่าชุมชนอยู่ประมาณ 26 ปี ก่อนมาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ Book Re : public (บุ๊ก รี : พับลิก) ที่เชียงใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการห้องเรียนประชาธิปไตยในประเทศไทย เธอเป็นผู้สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรีในประเทศไทย เคยถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติมาแล้ว 2 ครั้ง และถูกกดดันให้ปิดร้านหนังสือเป็นเวลาหนึ่งปี
แต่นั่นมิได้หยุดยั้งความพยายามของเธอในการสร้างความตระหนักทางการเมืองให้กับชุมชน เธอกลับมาเปิดร้านหนังสืออีกครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการจัดเสวนาเพื่ออภิปรายประเด็นต่างๆ ทางการเมืองและสังคม
และนี่คือบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ผู้ที่อเมริกายกย่องให้เป็น “ผู้หญิงกล้าหาญ”

– ความรู้สึกที่ได้รับรางวัลนี้?
“ครั้งแรกที่รู้ว่าได้รับรางวัลนี้ ก็ค่อนข้างแปลกใจ” รจเรขเปิดใจภายหลังกลับจากเดินทางไปรับรางวัลที่อเมริกา
“แต่พอไปถึงอเมริกาทำให้เรารู้ว่าคนกล้าหาญไม่ได้หมายความถึงคนที่วิ่งออกไปแอ่นอกรับกระสุนปืน แต่กล้าหาญในที่นี้ คือ การลุกขึ้นมายืนหยัดทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศของเรา ซึ่งนี่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
“เราจึงคิดว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด ร้านหนังสือ บุ๊ก รี : พับลิก คือ เราพยายามเปิดพื้นที่สาธารณะให้คนมาแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และดีเบตกัน โต้เถียงกันอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช้เฮทสปีช (Hate Speech) และอ้างอิงทางวิชาการ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราได้รับรางวัลนี้ คือ พร้อมที่จะลุกขึ้นมาเปิดพื้นที่ในหัวข้อหรือหลายหัวข้อที่เกี่ยวกับการเมือง เรื่องที่เขาไม่อยากให้คนพูดถึง แต่เราเชื่อว่าเราทำเพราะต้องการเห็นประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นสิทธิมนุษยชน และความเป็นประชาธิปไตย”
– แรงบันดาลใจที่เปิดร้านหนังสือ?
“ก่อนหน้านี้เป็นเอ็นจีโอ ทำงานเกี่ยวกับป่าชุมชน ปกป้องสิทธิของชนเผ่าที่รักษาป่าอยู่ทางภาคเหนือ จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 และมีคนตาย เราก็คิดว่า ทำไมประเทศไทยถอยหลัง เดินกลับไปกลับมาอย่างนี้ แล้วจะหาทางออกได้อย่างไร ตอนนั้นทำให้หันกลับมาสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย วิ่งหาหนังสือมาอ่าน และจากการศึกษา ทำให้เรารู้ว่าสังคมไทยอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์เยอะเกินไป พออยู่ในระบบอุปถัมภ์ ทุกอย่างมันไม่ได้เห็นคนเท่ากัน แล้วประวัติศาสตร์ไทยก็บอกอยู่แล้วว่ามันไม่สามารถหาทางออกได้ ถ้าคนยังไม่มีกลไกทางกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์พอ ไม่มีหลักนิติธรรม นิติรัฐที่ดีพอที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน”
“เราเชื่อว่าคนทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่าเทียมกันแน่นอน จนรวยไม่เท่ากัน แต่ว่าทำยังไงให้เขามีโอกาสและสิทธิที่เท่าเทียมกัน นั่นหมายถึงว่าคุณต้องมีตัวบทกฎหมาย มีนโยบายที่ทำให้คนมีโอกาสที่เท่ากัน แม้ว่าคุณจะเกิดมาไม่เท่ากันก็ตาม แต่สิ่งที่คุณควรจะมีเท่ากัน ในฐานะพลเมืองไทยคือ ต้องมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน”
“ซึ่งนี่คือ แรงบันดาลใจให้รจเรขเปิดร้านหนังสือเมื่อเดือนตุลาคมปี 2554 และจัดฟอรั่มขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนมาพูดคุยหาทางออกในปัญหาต่างๆ อย่างสร้างสรรค์”
“เราจัดฟอรั่มขึ้นมา เป็นวงพูดคุยกัน มีนักวิชาการ มีประชาชนที่สนใจมาแลกเปลี่ยนกัน เราคุยทุกเรื่องที่ตั้งอยู่บนสิทธิพื้นฐานของสิทธิพลเมือง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเพศสภาพ ทุนนิยม เราคุยทุกเรื่อง และมีเรื่องการเมืองด้วย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น”
“ซึ่งนี่ทำให้เธอถูกจับตามอง! เพราะอิมแพคไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวงเสวนากลุ่มเล็กๆ หากยังกระจายไปในวงกว้างด้วยอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดีย”
“คนที่ฟังเสวนาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นหนุ่มสาวคนทำงานแล้วก็เยอะ เป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์ก็เยอะ เราอยู่ที่เชียงใหม่ก็จริง พื้นที่เราไม่ได้ใหญ่มาก แต่ด้วยโซเชียลมีเดีย ที่เป็นช่องทางในการเผยแพร่ ตอนเราคุย เราโปร่งใสทุกเรื่อง ซึ่งทุกเรื่องที่เราคุย เราจะโพสต์ลงยูทูบ เป็นคลิปในวิดีโอ ซึ่งเราไม่คิดว่าเราผิดกฎหมาย และเราพร้อมจะเปิดเผยทุกอย่างในสิ่งที่เราทำ ยูทูบมียอดวิวเยอะมาก บางอันที่เราลงไป ก็มีอาจารย์บางคนขอเอาไปฉายต่อในห้องเรียน เราก็อนุญาตเพราะเราต้องการเผยแพร่อยู่แล้ว”
“พอนึกย้อนกลับไปก็ไม่เสียใจที่ทำแบบนั้น เพราะมันเป็นความรู้ทางวิชาการจริงๆ แล้วคนเอาไปใช้ต่อในห้องเรียนจริงๆ”

– ถูกเรียกเข้าไปปรับทัศนคติ 2 ครั้ง กดดันไหม?
“เราเตรียมใจไว้แล้วว่าจะโดน ก็ไม่ได้แปลกใจ ซึ่งเราก็ไม่เห็นด้วย กับการที่เข้าไปแล้วบอกว่า สิ่งที่เราคิดนั้นผิด เพราะสิ่งที่เราทำ เราอยากเห็นประเทศชาติไปในทางที่ดีขึ้น มันไม่มีความกดดัน มีแต่จะทำให้เรายืนยันว่าเรามาถูกทางแล้วที่จะอยู่กับความเป็นธรรม
“ตอนเข้าไปในค่าย เราถามหัวหน้าที่เป็นประธานสอบสวนว่า ทำไมถึงเรียกเรามาถึงสองครั้ง เพราะเรายืนยันว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาบอกว่าสิ่งที่คุณทำที่ร้านหนังสือ มันทำให้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยสูงมาก”
– สุดท้ายก็กลับมาเปิดร้านหนังสืออีกครั้ง?
“แม้เราจะถูกให้เซ็นเอ็มโอยูก่อนออกจากค่ายว่า เราต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เราต้องไม่ไปชุมนุมทางการเมืองที่มากกว่า 5 คน ซึ่งถ้าเราไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเมือง เราจะถูกระงับธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด และจะออกนอกประเทศต้องขออนุญาตด้วย อย่างการไปรับรางวัลครั้งนี้ ก็ขออนุญาต ซึ่งก็รับการอนุญาตให้ไป”
“แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไร เรายังยืนยันสิทธิการแสดงออกอยู่ การเปิดร้านใหม่ของเรา ก็เพื่อยืนยันสิ่งนี้ ว่าเราน่าจะมีเสรีภาพในการพูดคุยกัน และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราพยายามทำ แม้จะถูกจับตามองอยู่ โดยที่ผ่านมาก็จัดเสวนาได้บ้างไม่ได้บ้าง ล่าสุดที่ถูกยกเลิกไป คือ การอ่านร่าง รธน.ผ่านวรรณกรรมและศิลปะ”
– อะไรที่ทำให้ยืนหยัดและไม่กังวลกับสิ่งที่ได้รับ?
“อันนี้ตอบยาก เพราะคนทุกคนที่กำลังต่อสู้เรื่องพวกนี้ก็ยังไม่เห็นใครหยุด หยุดในที่นี้หมายถึงว่าเราจะไม่อยู่บนความหวาดกลัวที่ถูกสร้างขึ้นมา เราปฏิเสธที่จะอยู่แบบนั้น แต่เราต้องรู้สึกว่าตัวเองต้องปลอดภัยด้วย โดยเราต้องประเมินสถานการณ์ของตัวเอง ประเมินความเสี่ยงของตัวเองด้วยว่าเรามีความเสี่ยงสูงแค่ไหน”
“ความกดดันที่มีต่อดิฉันตอนนี้ ดิฉันรู้สึกว่ารับมือได้ และยืนยันอยู่เสมอว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ความรักชาติของดิฉันก็ไม่ต่างจากคนอื่น สิ่งที่ทำทุกวันนี้ เราก็บอกว่าเพราะเรารักชาติ เราอยากเห็นชาติไปในทางที่ดีขึ้น เราอยากให้พลเมืองทุกคนในประเทศชาติ มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน อยากให้ชาติดีขึ้นเหมือนกัน”
“ถ้าจะใช้คำว่ารักชาติกับคนอื่นได้ไหม ดิฉันใช้คำว่ารักชาติได้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรายังไม่หยุดทำ เพราะเราอยากเห็นประเทศชาติไปในทางที่ดี”
– ช่วยเล่าบรรยากาศตอนไปรับรางวัลที่สหรัฐพบกับนายจอห์น แคร์รี รมต.ต่างประเทศ?
“วันนั้นเป็นวันที่จะไม่ลืม งานไม่มีพิธีกรรมที่ยุ่งยากมาก เป็นสิ่งที่ง่ายๆ คนเข้ามา แล้วก็รับรางวัล แต่สิ่งที่คุณแคร์รี่พูดเป็นสิ่งที่ประทับใจเรามาก คือ ในแง่ของการยืนยันว่า เขาเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนแค่ไหน ฮิวแมนไรต์ส เป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้รับรางวัลประเทศไหนก็ตาม ทุกคนทำงานบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น”
“บรรยากาศวันนั้นทำให้ขนลุก ไม่ได้ขนลุกเพราะพิธีกรรมดูศักดิ์สิทธิ์ แต่ขนลุกเพราะว่ามันมีบรรยากาศของเสรีภาพอยู่ในนั้น และการยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง และเรามาถูกทางแล้ว”
“แต่สิ่งที่ได้มากกว่าการได้รับรางวัล คือ เราได้เน็ตเวิร์กเยอะมาก เราได้คุยกับผู้ได้รับรางวัลทั้งหลายที่มาจากอีก 13 ประเทศ ทุกคนมีปัญหาในประเทศของตัวเองแทบทั้งสิ้น และทุกคนยินดีมารับรางวัลไม่ใช่ในนามส่วนตัวเหมือนกันหมด อย่างเราเองก็ไม่ได้รับในนามส่วนตัว แต่รับในนามของทุกคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน”
“นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ไปอเมริกา เพราะได้เจอคนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดีและภริยา บุคคลระดับนโยบาย และนักกิจกรรม เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราได้รับมันเปิดโลกเราให้กว้างขึ้น ทำให้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ ยังมีคนสู้ร่วมกันเพื่อคนอื่นอีกมากมาย และทุกคนที่ได้รางวัลไม่ใช่คนที่ทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นคนที่ไม่รอให้สิทธิมาละเมิดตัวเอง”
“อย่างเราเอง เราไม่รู้สึกว่าสิทธิของเราถูกละเมิด แต่ที่เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะเราไม่อยากรอให้ถูกละเมิดสิทธิแล้วถึงลุกขึ้นมาทำอะไร”
“มีการตั้งคำถามที่นั่นด้วยว่า จะบอกคนรุ่นใหม่ยังไงต่อไปให้ลุกขึ้นมาทำอะไร เราบอกว่าอย่ารอให้ตัวเองถูกละเมิดสิทธิแล้วถึงจะลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อสิทธิเสรีภาพ”

– เป็นเอ็นจีโอมา 26 ปี สถานะผู้หญิงไทยที่ต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างไร?
“ผู้หญิงลุกขึ้นมาต่อสู้ในเมืองไทยในระดับรากหญ้าเยอะมาก ต่อสู้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากร เพราะผู้หญิงเป็นผู้ควบคุมครัว อย่างเรื่องป่าชุมชน ฐานของอาหารหายไป ที่เขาบอกว่าป่าเป็นซุปเปอร์มาเก็ตของเขา อาหารหายไป อะไรหายไป คนที่กระทบที่สุด คือคนที่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวในแง่ของอาหาร เห็นตรงๆ ไม่ใช่ทางอ้อมเลย เช่น กลุ่มแม่ๆ ที่เหมืองแร่ จ.เลย บ้านวังปทุม ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิการใช้น้ำ เรื่องอาหารของเขา น้ำที่มีสารพิษ
“ซึ่งเหตุผลที่ลุกขึ้นมาสู้ เพราะกระทบความเป็นอยู่ของเขาในแง่ประจำวัน ชนชั้นกลางมีประกัน เจ็บป่วย วิ่งเข้า รพ.เอกชน แต่ชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายประกัน เวลาเขาป่วยเขาวิ่งไปอนามัย หาประกันสุขภาพ เขาวิ่งหาหน่วยงานรัฐตลอดเวลา ฉะนั้น เขาจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร ในการใช้ชีวิต ในแง่ของปัจจัยสี่ ที่จะรองรับกับเขาได้”
– ทุ่มเททำงานขนาดนี้ สิ่งที่อยากเห็นคืออะไร?
“เราอยากเห็นกระบวนการในประเทศไทย เป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิที่เท่ากัน มีสิทธิที่จะออกมาบอกว่าคุณต้องการอะไร ออกมามีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย เป็น “แอคทีฟ ซิติเซ่น” (Active Citizen) หรือ ประชาชนที่มีความแข็งแรงมีความกระตือรือร้นที่มีความต้องการที่จะออกมามีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองอย่างเดียว”
“ถ้าอยากเห็นการเมืองดีขึ้น ไม่อยากไปนั่งด่านักการเมือง คุณต้องไม่เพิกเฉยต่อความเป็นนักการเมืองของเขา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศต้องเดินหน้าด้วยระบบรัฐสภา และเขา”ต้องเป็นตัวแทนของเราจริงๆ”
“กระบวนการตอนนี้ของประเทศไทยต้องไม่ถูกตัดตอนเพราะรัฐประหาร เพราะมันทำให้ประชาชนไม่เติบโต รวมถึงนักการเมืองด้วย ดิฉันเห็นว่าการรัฐประหาร คือการตัดตอนการเรียนรู้ของภาคประชาชน และนักการเมือง”
“ในจังหวะหนึ่งเราพูดกันเสมอว่า ถ้ามันเดินหน้าไปโดยไม่มีรัฐประหาร ในที่สุดประชาชนจะเรียนรู้ในสิทธิของตัวเอง และนักการเมืองก็จะรู้ว่าชาวบ้านมีสิทธิจริงๆ มีสิทธิที่จะบอกว่า เขาทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้ของพลเมืองไทยด้วย เราจะบอกว่า ประชาชนยังไม่พร้อม เพราะเราไม่ปล่อยโอกาสให้เขาเรียนรู้ที่จะพร้อม จนถึงช่วงนี้ ดิฉันว่า คนพร้อมขึ้นเยอะแล้ว เพียงแต่ว่าคนชนชั้นนำยังมองไม่เห็น และมักจะใช้วิธีคิดของตัวเองในการบอกว่าตัวเองรู้มากกว่าคนอื่น”
“ขบวนการ 5-6 ปีที่ผ่านมา ประชาชนทุกฝ่ายเรียนรู้กันเยอะแล้ว ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
“สิ่งที่ต้องการเห็น คือต้องการเห็นแค่นี้ และชีวิตขั้นพื้นฐานไม่ถูกปิดกั้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและการแสดงออกด้วยพลเมือง และเสรีภาพของสื่อด้วย ฟรีดอม ออฟ เพรส (Freedom of the press ) สำคัญมาก”
“เรามาทำงานเปิดร้านหนังสือ ใครจะบอกว่าเราเป็นสีอะไร เราไม่สนใจ เพราะเราข้ามคำว่าสีไปแล้ว ถ้าเราไม่ข้ามสี เราจะไม่ออกมายืนยันแบบนี้ เราไม่กังวลว่าใครจะมองเราเป็นอะไร มันก็เลยคิดว่าเรายืนยันในหลักการ เราไม่ยึดติดตัวบุคคล เพราะถ้าเรายึดติดตัวบุคคลอะไรขึ้นมา มันทำให้เราละหลักการไปได้”
“แต่เราพิสูจน์ว่า เราทำงานตรงนี้ เพราะเรายืนยันหลักการของสิทธิมนุษยชน”



