ว่ากันว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นยากแล้ว แต่การร่ำเรียนจนจบการศึกษานั้นอาจจะยากกว่า
เสียงบ่นของบรรดานักศึกษา การปั่นงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ล้วนแต่เป็นสีสันหนึ่งของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษาจบออกไปเป็นบัณฑิต และแรงงานที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป หลักสูตรในระดับอุดมศึกษาจึง “เข้มข้น” และมีความยากไม่น้อย
จนหลายๆ คนเกิดความท้อแท้และถอดใจกลางคัน
แต่สำหรับ “เด็กดาวน์ซินโดรม” อย่าง “แคทลียา อัศวานันท์” หรือ “เหมียว” สามารถทำได้!!

ด้วยพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป และแม้จะไม่ใช่ “เด็กดาวน์ซินโดรม” คนแรกที่จบปริญญาตรี แต่เธอก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความมานะ พยายาม จนคว้าปริญญาบัตรมาครองได้สำเร็จ
แรกเริ่มชื่อของเหมียว เป็นที่รู้จักในนามของศิลปินผู้ส่งต่อเรื่องราวแห่งความพยายามและแรงบันดาลใจ ผ่านผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ในฐานะ “ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย”
โดยในขณะนั้น เหมียวเป็น “นักศึกษาชั้นปีสุดท้าย”
หนึ่งปีผ่านไป เธอ “สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากคณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์” ในวัย 28 ปี อย่างงดงาม
สร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัวอัศวานันท์ ที่พร้อมใจกันกล่าวว่าเธอเปรียบเสมือน “ของขวัญจากดวงดาว”
แม้จะใช้เวลาในการเรียนรู้นานกว่าเพื่อนร่วมรุ่น เพราะใช้เวลาในรั้วมหา’ลัยถึง 7 ปี ด้วยมีบางวิชาที่ต้องเธอใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นๆ ผ่านการติดเอฟมาบ้าง ลงเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนผ่านบททดสอบได้สำเร็จ โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีนั้นทำเอาเธอปวดหัวไม่น้อย
แต่เหมียวไม่เคยย่อท้อ เธอสนุกกับการเรียนหนังสือ มีความพยายาม ความตั้งใจที่จะเรียนรู้อย่างมาก
และ “ครอบครัว” ก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง

พรประภา อัศวานันท์ หรือคุณแม่ของเหมียว เล่าว่า ลูกสาวเป็นคนที่ชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก แม้เหมียวจะมีพัฒนาการที่ช้าไปบ้าง แต่สามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้ โดยครอบครัวส่งเสริมให้เธอเข้าเรียนเหมือนเด็กปกติทั่วไป ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา
จนกระทั่ง “ระดับอุดมศึกษา” ที่เธอเป็นคนเดินมาบอกคุณแม่ว่า “อยากศึกษาต่อมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง”
“แม่ก็แอบตกใจเล็กน้อย เพราะต้องทำความเข้าใจกับเขาก่อนว่าการเรียนมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกับการเรียนในโรงเรียนที่ผ่านมา เพราะต้องมีการสอบเข้า ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือ เพื่อแสดงให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าทำไมเขาต้องรับลูกเข้าเรียน โดยมีการเตรียมตัวเยอะมาก แม่หาหนังสือมาให้อ่าน เตรียมอุปกรณ์ให้เขา” คุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงสดใส และเผยว่า
“แต่แม่ก็เชื่อมั่นในตัวเขาว่าอาจจะทำได้ เพราะเหมียวเคยร่วมสอบโอเน็ต-เอเน็ตมาก่อน ซึ่งคะแนนที่ได้ก็ออกมาในเกณฑ์ปกติ คืออยู่ในช่วงค่าเฉลี่ยของประเทศ”

แต่กระนั้นความเชื่อมั่นก็ต้องมีที่มา
พรประภาสารภาพว่า ในตอนแรกเธอเองก็แย่ เพราะไปบอกคุณครูว่าไม่ต้องให้ลูกสาวเธอเข้าร่วมการสอบ โอเน็ต-เอเน็ต ก็ได้ เพราะกลัวว่าจะไป “ฉุดค่าเฉลี่ยของโรงเรียน”
แต่คุณครูบอกกับคุณแม่ว่า “ไม่ได้ ยังไงก็ต้องสอบ เพราะทางโรงเรียนก็อยากทราบถึงประสิทธิผลของการเรียนการสอน และเชื่อว่าน้องเหมียวสามารถทำได้”
จึงทำให้เธอคิดได้ว่า “ลูกเราก็ทำได้ เพราะฉะนั้นตอนที่เหมียวมาบอกแม่ว่าอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แม่ก็เลยมีความคิดว่าเขาอาจจะทำได้จริงๆ”
“หน้าที่ของคนเป็นแม่ สิ่งที่ควรทำก็คือ สร้างความมั่นใจให้กับลูก ให้เขามั่นใจว่าเขาทำได้ และซัพพอร์ตเขาให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เช่นกัน” คุณแม่ผู้ปั้นดาวกล่าว
ส่วนการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย แคทลียา เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ปกติ โดยในวันเปิดเทอมคุณแม่จะติดตามไปด้วยเพื่อเข้าไปนั่งฟังรายละเอียดการเรียนการสอนของแต่ละวิชาเพื่อกลับมาเตรียมอุปกรณ์ และจัดหาหนังสือให้กับเธอ เช่น มีคลาสเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ คุณแม่ก็จะจัดคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมให้พร้อม และแนะนำเธอว่าควรลองใช้โปรแกรมดูนะ ด้วยมีวิชาที่ทำงานศิลปะในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย
“เหมียวสนุกกับการเรียนหนังสือ เขาไม่เคยเครียดหรืออิดออดเลย เวลาที่ทำผลงานศิลปะเขาก็มีมุมส่วนตัว นั่งนิ่งๆ วาดภาพของเขาไป บางคนบอกว่าภาพวาดของเขาไม่เห็นสวยเลย เหมือนกับที่เด็กๆ วาดกันทั่วไป แต่สำหรับพ่อแม่แล้ว เรามองว่าสวย และเรามีหน้าที่ให้กำลังใจลูก จะเลอะจะเปื้อน ไม่เป็นไร เพราะทุกครั้งที่เขาได้ทำกิจกรรม เขาได้เรียนรู้”

อย่างไรก็ตาม พรประภาในฐานะเบื้องหลังคนบันดาลใจ ได้ฝากแนวทางในการเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จไว้ว่า
“พ่อแม่ต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวลูก และให้ถือคติว่า ถ้าลูกทำผิดให้สั่งสอน ถ้าทำดีต้องส่งเสริม กล่าวคือถ้าทำผิดหรือทำไม่ดี ก็ต้องมีการสั่งสอน เพื่อให้เขาได้รู้จักแยกแยะสิ่งถูกผิด แต่ถ้าเขาทำดีก็อย่าอายที่จะชมเชย และส่งเสริมเขา เพราะเมื่อเขาได้ทำแล้วมีความภูมิใจ เขาประสบความสำเร็จ ความมั่นใจก็เกิดขึ้น ส่งผลให้เขาอยากที่จะพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นได้อีก” เธอกล่าว และให้คำแนะนำต่ออีกว่า
“เมื่อลูกเราเป็นเด็กดาวน์ เราต้องพัฒนาลูกให้ถึงจุดที่สามารถออกไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้คนได้ แล้วค่อยปล่อยมือ คอยดูว่าถ้าเป็นสังคมที่ดี พร้อมจะโอบอุ้มลูกของเรา ก็ปล่อยมือได้ ไม่ต้องไปประคบประหงมตลอดเวลา เพราะบางทีลูกจะขาดความมั่นใจ”
ด้วยความรักและการอบรมเลี้ยงดูที่ดีจาก “ครอบครัวอัศวานันท์” ท่ามกลางสังคมที่สนับสนุนเธอ
ทำให้ “เหมียว” เติบโตเป็น “ดาว” ที่ส่องแสง ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมรายอื่นๆ และผู้ได้ชื่นชมผลงานของเธอต่อไป




ผลงานต่างๆของเหมียว


