บนที่ราบสูงแห้งแล้งเป็นทะเลทรายที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองนาซกา และเมืองปัลปา เป็นแนวยาวราว 80 กิโลเมตร ห่างจากกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรูไปทางใต้ประมาณ 400 กิโลเมตร มีร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่สร้างความงุนงงสงสัย เป็นปริศนามานานนับตั้งแต่มีการสำรวจเชิงวิชาการอย่างจริงจังในช่วงปี 1940-1941 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นปริศนาที่ถูกเรียกว่า “นาซกาไลน์” เรื่อยไปจนถึงหลุมที่สร้างวนเป็นรูปก้นหอยที่เรียกกันว่า “พูควิโอ” เนื่องจากไม่มีใครแน่ใจได้ว่า ร่องรอยอารยธรรมที่เชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ระหว่าง 200 ปี
ก่อนคริสตกาลเรื่อยมาจนถึงราว ค.ศ.600 ดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
“นาซกาไลน์” เป็นลายเส้นที่เกิดขึ้นจากร่องแคบ ลึกราว 10-15 เซนติเมตร ที่ขุดลงไปในพื้นดินแห้งแล้ง ที่น่าแปลกก็คือเมื่อมองจากที่สูงจะเห็นเป็นรูปทรงของสัตว์หลายชนิด, เครื่องบิน เรื่อยไปจนถึงรูปทรงเลขาคณิตรวมกว่า 900 รูป
อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยภาพถ่ายผ่านดาวเทียมของพื้นที่ทะเลทรายนาซกาอย่างจริงจังทำให้ทีมวิจัยจากสถาบันแบบแผนเพื่อการวิเคราะห์สภาวะเเวดล้อม (ไอเอ็มอีเอ) ของอิตาลีที่นำโดย โรซา ลาซาโพนารา เชื่อว่ามีคำตอบให้กับปริศนาดังกล่าวได้แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของพูควิโอ ที่กระจายกันอยู่เป็นแบบแผนทั่วทั้งพื้นที่ทะเลทรายนาซกา
จากการพิเคราะห์ตำแหน่งที่ตั้งของพูควิโอ เชื่อมโยงกับแหล่งน้ำและที่ตั้งชุมชนของอารยธรรมโบราณที่ปัจจุบันเรียกกันว่าอารยธรรมนาซกา ทีมวิจัยสามารถปะติดปะต่อภาพทั้งหมดได้ และรู้สึกทึ่งถึงความก้าวหน้าทางความคิดของผู้ที่จัดสร้างระบบพูควิโอขึ้นมา เพราะเชื่อว่าเป็นระบบชลประทานที่ล้ำสมัยเอามากๆ
ทีมวิจัยระบุว่าพูควิโอที่เห็นอยู่ในเวลานี้นั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนปล่องสำหรับนำลมลงไปสู่ระบบคลองที่อยู่ใต้ดิน อาศัยกระแสลมดังกล่าวบังคับให้น้ำไหลไปยังพื้นที่แห้งแล้งซึ่งต้องการใช้น้ำ ลาซาโพนารา ระบุว่า พูควิโอ เป็นโครงการไฮดรอลิกที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่พบเห็นในบริเวณทะเลทรายนาซกา แต่ก็เป็นผลที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวนี้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ไม่เพียงแค่น้ำสำหรับทำเกษตรกรรมเท่านั้นแต่ยังเป็นน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคอีกด้วย

ในความเห็นของลาซาโพนารา ระบบพูควิโอ ลำเลียงน้ำกระจายไปทั่วพื้นที่ที่เป็นจุดตั้งหลักแหล่งของชุมชนได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวนี้กลายเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมโบราณนี้ ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งแห้งแล้งที่สุดก็ตาม
ข้อสังเกตอีกประการของลาซาโพนารา ก็คือการก่อสร้างพูควิโอ ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ฝีมือในเชิงช่างทั่วๆ ไปแต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความชำนาญเรื่องวิทยาการเป็นพิเศษอีกด้วย และเชื่อว่าการบำรุงรักษาระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชนต่างๆ และมีการจัดตั้งองค์กรเป็นระบบในสังคม เช่นเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างและดูแล “นาซกาไลน์” ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายและกระจายน้ำไปยังจุดที่ต้องการนั่นเอง
เพราะในความเห็นของลาซาโพนารา เส้นนาซกาในบางจุดนั้นแสดงชัดเจนว่าเกี่ยวพันกับน้ำที่ปรากฏอยู่ในบริเวณดังกล่าว
ความเห็นของ โรซา ลาซาโพนารา สอดคล้องกับแนวความคิดเกี่ยวกับเส้นนาซกาในทฤษฎีว่าด้วยนัยสำคัญของปริศนานี้ที่ระบุว่า เส้นนาซกาในแผนที่เป็นตัวบ่งชี้จุดที่ตั้งของพูควิโอ นั่นเอง

