การเสียชีวิตของ นายจอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกของวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา จากรัฐแอริโซนา และอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแห่งพรรครีพับลิกัน ด้วยโรคมะเร็งสมอง ในวัย 81 ปี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ “โรเบอร์ตา แมคเคน” คุณแม่วัย 106 ปี ของ ส.ว.แมคเคน ปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง
และมีสำนักข่าวต่างประเทศที่รื้อฟื้นประวัติของเธอก็ทำให้รู้ว่า โรเบอร์ตา เป็นผู้หญิงที่สุดสตรองคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกาย ที่ยังดูแข็งแรงผิดกับคนวัยเดียวกันมาก แต่ยังหมายถึง “จิตใจ” ของเธอ ที่เข้มแข็งอย่างน่าชื่นชม

ทั้งนี้ จากบทความของเอเอฟพีเล่าว่า ด้วยความที่มีลูกชายเป็นนักบินเครื่องบินรบของกองทัพเรือสหรัฐ หัวใจของคนเป็นแม่จึงต้อง “เข้มแข็ง” น่าดู และที่ผ่านมา จอห์น แมคเคน หรือ “จอห์นนี” ของแม่ ก็เคยประสบเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อครั้งที่เครื่องบินของ จอห์น แมคเคน ถูกยิงตกในสงครามเวียดนาม และไม่มีข้อมูลใดๆ ที่จะระบุได้เลยว่า แมคเคนสามารถดีดตัวออกจากเครื่องบินได้หรือไม่ โรเบอร์ตาคิดว่า เธอคงเสียลูกชายสุดที่รักไปแล้ว
วันที่เครื่องบินของแมคเคนถูกยิงตก โรเบอร์ตาและสามีกำลังอยู่ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ แต่งตัวเตรียมไปงานเลี้ยงที่บ้านพักของทูตอิหร่าน เธอและสามีก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายนั้น แต่วันต่อมา เธอจึงได้รับแจ้งข่าวว่าลูกชายของเธอถูกจับเป็นเชลยสงคราม
“คุณเชื่อมั้ยว่านั่นคือข่าวดีที่สุดในชีวิตของฉัน” โรเบอร์ตาเคยให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2551 ตอนแมคเคนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมี บารัค โอบามา ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต เป็นคู่แข่ง
ในช่วงที่แมคเคนหาเสียง โรเบอร์ตาจะเดินทางไปช่วยลูกชายหาเสียงบ่อยๆ แต่เธอเป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ชอบแต่งเติม หรือเยินยอ
แต่จะพูดตามสิ่งที่เธอเห็น และเธอก็เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์เมื่อปี 2543 ถึงนิสัยที่ชอบพูดอะไรตรงๆ ของเธอว่า “ฉันเกรงว่าอะไรที่ฉันบอกคุณไป มันจะเป็นความจริงนะ”
จอห์น แมคเคน เคยเขียนเล่าถึงแม่ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า “แม่ถูกเลี้ยงให้เติบโตเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และสนุกกับชีวิต และลองทุกอย่างที่มีโอกาสเข้ามา
เธอยังถูกเลี้ยงให้เป็นคนยอมรับความจริงด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและด้วยอารมณ์ขัน และให้มีความรับผิดชอบและรู้จักเสียสละ”

แม้จะสูงวัย แต่โรเบอร์ตาซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนท์หรู กลางกรุงวอชิงตัน ก็ไม่เคยละทิ้งจิตวิญญาณที่รักการผจญภัยของเธอ ตั้งแต่เด็ก พ่อของโรเบอร์ตาซึ่งเป็นนักขุดเจาะสำรวจหาบ่อน้ำมันที่ประสบความสำเร็จ มักจะพาโรเบอร์ตา และโรเวนา ฝาแฝดของเธอ เดินทางไกลไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ
ตอนอายุ 19 โรเบอร์ตาเคยหนีไปเที่ยวที่เมืองตีฮัวนา ประเทศเม็กซิโก ต่อมาเธอได้พบรักกับ จอห์น เอส แมคเคน จูเนียร์ หนุ่มคนรักที่ต่อมาได้เป็นพลเรือเอกในกองทัพ และถึงแม้จะเข้าสู่วัยชรา แต่โรเบอร์ตาก็ไม่เคยทิ้งความรักในการท่องเที่ยว และมักจะเช่ารถขับไปเที่ยวทั่วยุโรปกับน้องสาว หรือแม้กระทั่งไปอินเดียเป็นเวลานานหลายเดือน เธอเคยไปเที่ยวที่ฮังการี ตุรกี ออสเตรเลีย ประเทศไทย ญี่ปุ่น และยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเคยนั่งรถบัสข้ามทะเลทรายในจอร์แดนตอนกลางคืนซึ่งเป็นการเดินทางที่น่ากลัวไม่น้อยด้วย แม้กระทั่งตอนอายุ 90 กว่า เธอยังเคยพยายามจะเช่ารถเพื่อขับเที่ยวในฝรั่งเศส แต่ถูกปฏิเสธด้วยอายุมากเกิน แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ ในเมื่อเช่ารถไม่ได้ เธอก็ตัดสินใจ “ซื้อรถ” ซะเลย แล้วก็ขับเที่ยวทั่วยุโรป จากนั้นจึงส่งรถขึ้นเรือกลับมาที่สหรัฐอเมริกา แล้วก็ใช้ขับต่อที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เรื่องนี้เธอเป็นคนเล่าให้หนังสือนิวยอร์ก ไทมส์ ฟังเอง
ที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่โรเบอร์ตาถูกถามอยู่บ่อยครั้งก็คือ เธอทำใจอย่างไรตอนที่ลูกชายตกเป็นเชลยสงครามอยู่ในเวียดนามเป็นเวลานานถึง 5 ปี คำตอบจากโรเบอร์ตาที่เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ก็คือ
“สามีฉันเป็นคนเลือกอาชีพของเขาเอง จอห์นนีก็เช่นกัน คนที่เลือกทำงานอยู่บนสะพานสูง เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น คุณไม่มีสิทธิบ่น เพราะคุณเลือกอาชีพนั้นเอง”

