เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งมีภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรต่างๆ ตลอดจนภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 500 คน จัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ว่า ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (ซีดอว์) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามแนวอนุสัญญาดังกล่าว อาทิ การผลักดันให้มี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 บังคับใช้มาครบ 3 ปีในวันนี้ แต่ก็พบว่าปัจจุบันยังเกิดสถานการณ์การเลือกปฏิบัติทางเพศในหลายประเด็น อาทิ ผู้หญิงถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน การตั้งครรภ์และคลอดบุตรระหว่างการทำงาน เช่นเดียวกับผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด จึงต้องจัดงานนี้ขึ้น เพื่อประเมินการดำเนินงานที่ผ่านมา และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
รมว.พม.กล่าวอีกว่า ฝากประชาชนหากถูกเลือกปฏิบัติทางเพศ สามารถร้องเรียนมาได้ที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด รวมถึงกรมสค. และศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและพิจารณา จากคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ต่อไป อย่างไรก็ตาม ตนได้ฝาก สค.และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ให้มีขั้นตอนการไกล่เกลี่ยอย่างศาลยุติธรรม ที่จะช่วยลดจำนวนคดีความที่ต้องพิจารณา อีกทั้งมองว่าการพูดคุยทำความเข้าใจให้คดีจบลงด้วยดี จะดีกว่าการลงโทษด้วยความไม่สมัครใจ
ถามถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แจ้งยกเลิกการรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง (นรต.) ในปี2562 อาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติทางเพศ พม.ซึ่งรับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ที่ผ่านมาพม.ได้แจ้งไปยังทุกหน่วยงานถึงแนวปฏิบัติในการขจัดการเลือกปฏิบัติ ตั้งแต่การรับสมัครบุคคลเข้าทำงานจะต้องไม่กีดกันเพศใดเพศหนึ่ง รวมถึงเพศหลากหลาย แต่เมื่อยังเกิดกรณีดังกล่าว คงต้องดูเหตุผลชี้แจงก่อนว่าเขาไม่ปฏิบัติเพราะอะไร ส่วนจะดำเนินการสอบสวน เบื้องต้นต้องให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาร้องทุกข์ก่อน เพื่อจะเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยของวลพ. ทั้งนี้
“ยังบอกไม่ได้ว่าเหตุผลที่เขาใช้ กับเหตุผลของเรา อะไรถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ คงต้องรอให้เขาชี้แจงเหตุผล ซึ่งเชื่อว่าคงมีการถกแถลงของสังคม และมันไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินโดยเร็วว่าถูกหรือผิด คงต้องดูเหตุผลซึ่งกันและกัน” พล.อ.อนันตพรกล่าว


