‘ออนไลน์ วิดีโอ’ ผลการศึกษาในบริบทไทย

14.09.18 | 14:52 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คองค์ ธรรมศาสตร์) กับ สหพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย (เอไอซี) ร่วมกันเผยแพร่ผลงานการศึกษาวิจัยว่าด้วยบริการสื่อสารและแพร่ภาพ-เสียง ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เป็นผลงานการศึกษาวิจัยเชิงวิชาการเกี่ยวกับบริการออนไลน์วิดีโอในประเทศไทย ทั้งในแง่ของการเติบโต, นวัตกรรม และในแง่ของการเป็นโอกาสในการยึดถือเป็น “งานอาชีพ”

ผู้รับผิดชอบหลักในงานศึกษาวิจัยนี้คือ ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ และเจฟฟ์ เพน กรรมการผู้จัดการสหพันธ์

งานศึกษาวิจัยในลักษณะเดียวกันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงสำหรับเพื่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของทุกๆ ฝ่าย อันเป็นวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาวิจัยหนนี้เท่านั้น ยังมีความสำคัญในแง่ของการเป็นองค์ความรู้เพื่อการอ้างอิง ทั้งเพื่อการศึกษาต่อเนื่องและเพื่อการนำมาใช้เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจทั้งของปัจเจกบุคคลและองค์กรธุรกิจได้อีกด้วย

เป็นงานศึกษาวิจัยที่สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในสังคม ทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที ซึ่งควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

งานวิจัยนี้ศึกษาในส่วนของวิดีโอ ออนไลน์ ที่ถูกนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม “โอเวอร์ เดอะ ท็อป” หรือ “โอทีที” เป็นหลัก ในทางหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นลักษณะเนื้อหา (คอนเทนต์) ที่ได้รับความนิยมสูง เข้าถึงง่ายที่สุดซึ่งส่งผลให้มีตลาดใหญ่ที่สุดและเกิดข้อถกเถียงมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน

Advertisement

“โอทีที” เป็นคำที่เกิดจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำหรับเรียก “บริการ” และ “แอพพลิเคชั่น” ที่นำเสนอผ่านอินเตอร์เน็ต โดยนัยนี้วิดีโอจึงไม่ได้เป็นโอทีทีเพียงอย่างเดียว แต่ทุกอย่างที่นำเสนอผ่านอินเตอร์เน็ตถือเป็นโอทีทีทั้งหมด แม้แต่บริการของภาครัฐก็ตามที ทำให้เกิดคำเรียกขานอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น “ออนไลน์ เซอร์วิส” หรือ “ออนไลน์ คอนเทนต์ โพรไวเดอร์” เรื่อยไปจนถึงที่จำเพาะเจาะจงอย่าง “ริช อินเทอแรคชั่น แอพพลิเคชั่น” หรือ “อาร์ไอเอ” เป็นต้น

ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกว่า บริการวิดีโอ ออนไลน์ ที่ว่านี้คืออะไร ก็ให้นึกถึงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้ อย่างเช่น คลิป มิวสิกวิดีโอของ ลำใย ไหทองคำ ในยูทูบ, คลิปสาธิตวิธีเล่นเกม หรือการทำอะไรต่อมิอะไรได้ด้วยตัวเองแบบ ดีไอวาย เรื่อยไปจนถึงบริการผ่านแอพพลิเคชั่น เอไอเอส เพลย์ หรือ ทรูไอดี กับบริการภาพยนตร์ออนไลน์อย่าง โมโนแมกซ์ หรือ ฮุค เป็นต้น

ผลการศึกษาให้ข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจมากๆ อาทิ จากการวิเคราะห์ของคองค์ วิดีโอ ออนไลน์ เหล่านี้ก่อให้เกิดรายได้รวมสูงถึง 36,800 ล้านบาทในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่เก็บรวบรวมข้อมูล และยังก่อให้เกิดตำแหน่งงานขึ้นสูงมากถึง 29,456 ตำแหน่ง เพื่อตอบสนองต่อการผลิตเนื้อหาออนไลน์ในช่วงปีดังกล่าว

นั่นคือผลรวมที่บริการวิดีโอ โอทีที ก่อให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม งานศึกษาชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า ทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ซึ่งใช้พื้นที่ใหม่นี้เป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” โดยที่ต้นทุนในการผลิตลดต่ำลงมาก เช่นเดียวกับที่ง่ายต่อการผลิตและการนำเสนอกว่าการใช้ช่องทางนำเสนอเนื้อหาแบบเดิม (ผ่านสถานีโทรทัศน์ หรืออื่นๆ) มาก ทั้งยังสามารถเข้าถึงและขยายฐานผู้รับชม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อเดิมอีกต่อไป

ผลก็คือสิ่งที่ทำเล่นๆ หรือทำสนุกๆ หลายอย่าง ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “อาชีพ” ได้ไม่ยาก

ที่ทำให้ผมทึ่งก็คือ งานวิจัยนี้พบว่า ผู้บริโภคเองก็ได้รับประโยชน์สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงเนื้อหา (ที่ต้องการ) ได้เร็วกว่า ง่ายกว่า ในทุกที่ทุกเวลา (ที่มีอินเตอร์เน็ตในสปีดที่เพียงพอ) หลายคนนำสิ่งที่เห็นในวิดีโอออนไลน์มาใช้งานจริง เปลี่ยนสิ่งที่เห็นให้กลายเป็นอาชีพ ทำรายได้รวมแล้วสูงถึง 53,000 บาท/ปี แถมยังช่วยประหยัดเงินให้กับผู้ชมอีก 13,218 บาท/ปี

เฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากวิดีโอ โอทีที ถึงปีละ 116 บาท/คนซึ่งไม่ใช่น้อยเลย

ตัวเลขเหล่านั้นสะท้อนสิ่งที่เรียกกันว่า “การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล” ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายๆ อย่าง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในเชิงประชากร การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ง่ายและเร็วขึ้นแต่ราคาถูกลง ที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ในเวลาเดียวกับที่โอทีทีก็เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต สามารถผลิต แชร์ ผลงานได้ง่ายกว่าเดิม ถูกกว่าเดิมมาก ตลอดจนการแพร่หลายของสมาร์ทโฟน

งานวิจัยนี้พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยใช้เวลาดูโทรทัศน์ลดลงในช่วงระหว่างปี 2012-2016 ถึง 6% จาก 3.2 ชม./วัน เหลือเพียง 2.5 ชม./วัน

และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.9 ชม.เท่านั้นในปี 2020

คองค์พบว่า ในช่วงเดียวกันนั้น การใช้เวลารับชมบริการภาพ-เสียงผ่านอินเตอร์เน็ต กลับเพิ่มขึ้นจาก 2.4 ชม./วัน เป็น 3.8 ชม./วัน คือเพิ่มขึ้น 12.2% และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องสูงมากเฉลี่ยปีละ 5.5% ซึ่งจะทำให้ในปี 2020 ผู้รับชมชาวไทยจะรับชมเนื้อหาออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น “อย่างน้อย” 4.7 ชม./วัน หรือเป็นการบริโภควิดีโอ ออนไลน์ รวมแล้วมากถึง 54,695 ชม.ในปีนั้นเลยทีเดียว

ภายใต้ข้อแม้สำคัญที่ว่า ผู้ผลิตเนื้อหาวิดีโอ ออนไลน์ ไม่เจออุปสรรคใด ที่ทำให้ถูก “ตัดตอน” ความพยายามและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เสียก่อนนะครับ