นานๆ ครั้งจะมีผู้ป่วยวัยรุ่นแวะมาขอคำปรึกษาด้วยสาเหตุว่า “กลัวว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรค” อยู่บ้างค่ะ เมื่อก่อนตอนโรคซึมเศร้าอยู่ในความสนใจของสังคม ก็จะมีวัยรุ่นที่อ่านอาการของโรคจากในอินเตอร์เน็ตแล้วพบว่าตัวเองมีอาการเข้าได้กับโรคซึมเศร้าทุกอย่างจึงมาปรึกษาจิตแพทย์ พอตรวจเข้าจริงก็พบว่าไม่ได้เป็นเพราะโรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีระดับความรุนแรงมากพอสมควรจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ในอินเตอร์เน็ตไม่ได้บอกความสำคัญของระดับความรุนแรงนี้ไว้ ส่วนในระยะนี้โรคที่ฮิตกันคือโรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์ค่ะ ถ้าอ่านจากในอินเตอร์เน็ตจะทราบว่าเป็นโรคที่มีทั้งช่วงอารมณ์เศร้ากับอารมณ์หงุดหงิดเหวี่ยงวีนมากกว่าปกติ แท้จริงแล้วคนปกติทั่วไปก็มีทั้งอารมณ์เศร้าและหงุดหงิดได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นส่วนใหญ่ที่มาปรึกษาเพราะกลัวว่าจะเป็นโรคอารมณ์สองขั้วจึงไม่ได้เป็นโรคนี้ ในระหว่างที่คนป่วยเป็นโรคนี้หลายคนบอกว่าตัวเองไม่ได้ป่วย
คุณสุภาพสตรีท่านหนึ่งเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงานได้ปีกว่าค่ะ เธอมีปัญหาของพนักงานใหม่ที่พบได้ทั่วไป คือปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน แม้คุณสุภาพสตรีท่านนี้จะเป็นคนสวย น่ารัก และมนุษยสัมพันธ์ดี แต่เวลาเธอเครียด กังวล โดยเฉพาะการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เธอมักจะสติแตกและหงุดหงิดใส่คนรอบข้าง เดินหนีเพื่อนร่วมงาน ชวนแฟนทะเลาะ ต่อว่าพ่อแม่ หลังจากอารมณ์สงบลงจึงรู้สึกผิดภายหลัง บางครั้งรู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปจนร้องไห้ทั้งคืน เธอสังเกตว่าตัวเองมีทั้งช่วงหงุดหงิดและช่วงเศร้า จึงกังวลว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้วหรือเปล่า
“หมอประเมินจากอาการที่คุณเล่ามา ยังไม่เหมือนโรคอารมณ์สองขั้วนะคะ”
“แปลว่าหนูไม่ได้เป็นใช่ไหมคะ”
“ขณะนี้ไม่ได้เป็นค่ะ แต่หมอบอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะเป็นหรือไม่ บอกได้แค่ตอนนี้ไม่เป็นค่ะ”
“หนูกลัวตัวเองจะเป็นค่ะ หนูควรกินยากันไว้ก่อนไหมคะ”
“ไม่จำเป็นต้องกินยากันไว้ก่อนค่ะ ที่หมอเป็นห่วงมากกว่าคือตอนนี้คุณมีอาการวิตกกังวลอย่างมาก ที่นอนไม่หลับหรือเกิดปัญหาขึ้นในการทำงานอาจมาจากความวิตกกังวลก็ได้ เรามารักษาอาการนี้กันก่อนดีไหมคะ”
ถือว่าพบได้บ่อยเลยค่ะ สำหรับท่านที่มาปรึกษาเพราะกังวลว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่สุดท้ายปัญหาจริงๆ คือความกังวลที่มากกว่าปกติของท่านนั่นเอง ความกลัวหรือกังวลที่มากกว่าปกติไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนเกินเรื่องนี้ค่ะ “โทมิเอะ” การ์ตูนสยองขวัญของ จุนจิ อิโต้ เขียนขึ้นเมื่อปี 1989 คือเกือบสามสิบปีมาแล้ว ล่าสุดทำเป็นแอนิเมชั่นตอนพิเศษ 2 ตอน ฉายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื้อเรื่องกล่าวถึงเด็กสาวมัธยมปลาย “โทมิเอะ” เธอเป็นเด็กสาวผมยาวมีใบหน้าสวยและมีเสน่ห์มาก การ์ตูนแต่ละตอนเริ่มเรื่องด้วยนิสัยร้ายๆ ของเธอ ที่มักจะไปยั่วยวนผู้ชายให้มีความสัมพันธ์ด้วยและก่อปัญหาภายหลัง ความที่เป็นการ์ตูนสยองขวัญ ผู้ชายแต่ละคนจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการฆ่าโทมิเอะ บ้างก็สับเธอเป็นชิ้นๆ แต่ไม่ว่าจะฆ่าเธอกี่ครั้ง เธอก็ยังกลับมาปรากฏกายในที่แปลกๆ อย่างน่าสยดสยองเสมอ นักวิจารณ์เชื่อว่าการ์ตูนแนวสยองขวัญของญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างมาก โดยเฉพาะความกลัวอันเนื่องมาจากการท้าทายอำนาจของเพศชายโดยผู้หญิงที่สวยและยั่วยวนอย่างโทมิเอะ ความกลัวของเพศชายจึงกลายเป็นความโกรธและนำมาสู่การสังหารอย่างโหดเหี้ยม เป็นการตีความความกลัวได้เกินเหตุดีโดยแท้ค่ะ
เราอาจประสบกับความกังวลเกินเหตุได้ โดยเฉพาะกับปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง หากเราใช้แอพพลิเคชั่นที่อ้างว่าช่วยวินิจฉัยความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต ปัจจุบันนี้มีคนผลิตแอพพ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานประเมินปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง รวมถึงให้คำแนะนำเบื้องต้นออกมามากมาย การศึกษาหนึ่งโดยมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ในออสเตรเลีย ได้วิจัยแอพพ์สุขภาพจิตจำนวน 61 แอพพ์ พบว่าส่วนใหญ่มี 2 ธีมสำคัญ ได้แก่ ความพยายามจะบอกว่าผู้ใช้งานมีปัญหาสุขภาพจิตแบบใดและควรจะดูแลตัวเองอย่างไร โดยแอพพ์เหล่านี้จะพยายามให้ผู้ใช้งานมุ่งความสนใจไปที่ความผิดปกติทางจิตใจของตัวเองแม้กับเหตุการณ์ที่เล็กน้อย จึงเป็นการพยายามยัดเยียดโรคให้กับสภาวะจิตใจที่อาจพบได้ทั่วไปในคนปกติดังนั้น ผู้ใช้งานอาจเข้าใจเกินจริงว่าความเครียดในระดับปกติของตนเองเป็นความเจ็บป่วยทางจิตร้ายแรงได้ ส่วนคำแนะนำในการรักษาในแอพพ์มักมุ่งเน้นไปที่การรับผิดชอบตัวเองให้สุขภาพจิตดีขึ้น เช่น ทักษะการผ่อนคลาย คำแนะนำวิธีคิดและการสังเกตตนเอง ข้อดีของแอพพ์เหล่านี้ คือในยามที่เราไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้อย่างสะดวกนัก แอพพ์สามารถช่วยประเมินตนเองและให้คำแนะนำการดูแลตนเองเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดในแง่ที่แอพพ์ไม่สามารถประเมินระดับความรุนแรงของอาการได้ ความเครียดระดับไหนก็อาจประเมินเป็นรุนแรงหรือเป็นโรคไปเสียหมด
ดังนั้น เมื่อใดที่กลัวว่าจะป่วยเป็นโรคร้ายแรง ปัญหาอาจไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ปัญหาคือความกลัวที่จะป่วยนี่ล่ะค่ะ

