#นางงาม2018 ฝันที่เป็นจริงของ ‘นิโคลีน’ มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด

ส่องประกายความงดงามและความสามารถไม่ธรรมดาจนเป็นที่จับตามองของแฟนนางงามตั้งแต่วันแรกของการประกวด ทั้งยังไม่ทำให้ผิดหวังกับการโชว์ศักยภาพบนเวทีการประกวดรอบสุดท้าย มัดใจคณะกรรมการกับคำถามว่า งามอย่างมีคุณค่าคืออะไร “งามอย่างมีคุณค่า คือการที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นและสังคม ดึงความมีชีวิตชีวาของเขาออกมา และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้”

ส่งให้ “นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์” อายุ 19 ปี ลูกครึ่งไทย จีน อเมริกัน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภาคอินเตอร์ ดีกรี Miss Thai new year 2014-2015, Miss Teen Asia Usa 2015 คว้าตำแหน่ง “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018” ไปครองได้สำเร็จ

หลังคว้ามงกุฎ นิโคลีนได้สวมกอดคุณแม่ สุวิชา โฮจิ ก้มลงกราบแทบเท้าของคุณแม่ ผู้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในวันนี้ ก่อนที่คุณแม่จะสวมมงกุฎให้ลูกสาวด้วยตัวเองอีกครั้ง สร้างความประทับใจไม่น้อย

“วินาทีที่เขาประกาศชื่อเรา รู้สึกดีใจและตื้นตันใจมากจนน้ำตาไหลออกมา เพราะเป็นวินาทีที่เรารอคอยมาเนิ่นนาน ที่เขาบอกว่าตอนนั้นจะไม่ได้ยินอะไรเลย ทั้งเสียงเชียร์และเสียงปรบมือ มันเป็นแบบนั้นเลย” นิโคลีนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“การมาประกวดตรงนี้ นิโคลต้องขอบคุณคุณแม่มากๆ ที่มาอยู่กับนิโคล ที่มาคอยช่วยดูแลตลอดเวลาที่ประกวด 4 เดือน หากไม่มีคุณแม่ก็จะไม่มีนิโคลในวันนี้ เพราะคุณแม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่นิโคล ทำให้พอเห็นหน้าคุณแม่น้ำตาก็ไหลออกมา”

แต่กว่าจะคว้ามงกุฎมาครอบครองได้สำเร็จนั้น คำว่าพยายามคงไม่เพียงพอสำหรับเธอ

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว เด็กสาววัย 18 ปี ทิ้งทุกอย่างที่มีที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐ มาอยู่กรุงเทพฯ ด้วยความฝันจะเป็นตัวแทนประเทศไทย นำศักยภาพที่มีไปประกวดในเวทีนานาชาติ เธอต้องศึกษาสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดตั้งแต่สภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ที่แตกต่างจากเดิม ต้องฝึกการใช้ภาษาไทยให้มากขึ้น รวมไปถึงฝึกเดิน ฝึกบุคลิกภาพ ออกกำลังกาย และเริ่มเรียนในสถานที่ใหม่ ก่อนที่นิโคลีนจะตัดสินใจเข้าประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปีล่าสุด โดยผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย

แม้จะผิดหวัง แต่เธอก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไป

“จริงๆ ตอนมาประกวดไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะได้สักมงใดสักมงหนึ่ง แต่เป็นความฝันที่อยากจะเป็นนางงาม จึงไปหาประสบการณ์ แต่พอผิดหวัง นิโคลก็รู้สึกเสียใจ นอนอยู่เฉยๆ 3 วัน แต่ก็ทำให้มีเวลาคิดได้ว่าคนอื่นเขายังเห็นความสามารถของเรา ยังเห็นศักยภาพในตัวเราแล้วเราจะจบแค่นี้หรอ ทำให้นิโคลลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง มองว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่ในเวทีที่เหมาะกับเรา นำประสบการณ์ที่ได้มาเริ่มต้นใหม่ดีกว่า ความที่เป็นคนที่ทำกิจกรรมจิตอาสามาตั้งแต่เด็ก ได้ช่วยเหลือคนมาตลอด มิสไทยแลนด์เวิลด์ก็มีจุดแข็งเรื่องนางงามจิตกุศล ก็คิดว่าเวทีนี้น่าจะเหมาะกับเรา”

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นิโคลีนตัดสินใจสู้ใหม่อีกครั้ง และคราวนี้ก็ขอสู้ไม่ถอย

“โชคดีที่นิโคลมีทีมที่ดี ในทุกสัปดาห์ทุกคนในทีมก็จะมาช่วยกันเรื่องการเตรียมตัว ฝึกฝน อย่างฝึกบุคลิกภาพ การพูดในที่สาธารณะ เมื่อได้เจอกับคนมากขึ้นทำให้ได้สัมผัสเรื่องราวจากคนที่มีประสบการณ์ดีๆ รวมไปถึงการลดน้ำหนัก 4 กิโลครึ่งในหนึ่งเดือน เราบอกตัวเองทุกวันว่าเราจะผอม เราจะผอม (หัวเราะ) ออกกำลังกายทุกวัน เน้นไปทางคาร์ดิโอ ควบคุมอาหารเน้นโปรตีน เลี่ยงคาร์โบไฮเดรต เพราะเรามีเวลาน้อย”

รวมไปถึงโครงการจิตอาสาที่เธอไม่เพียงแต่คิดจริง แต่ยังได้ลงมือทำจริงด้วย

นิโคลีนเผยว่า ความที่น้องชายของเธอเป็นโรคออทิสติก ทำให้รู้ว่าผู้ป่วยโรคนี้เป็นคนที่น่ารักและเป็นคนเก่ง แม้ว่าสังคมจะมองเขาอีกแบบหนึ่ง น้องชายจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทำโครงการ Love for all ดึงเด็กออทิสติกซึ่งเคยเป็นชายขอบเข้าสู่สังคม ให้อยู่ร่วมกันได้ อยากเปลี่ยนความคิดในสังคมที่มีต่อผู้เป็นโรคออทิสติก และเพื่อให้เชื่อว่าเราจะทำโครงการนี้อย่างจริงจัง นิโคลจึงได้นำไปเสนอสหประชาชาติ ซึ่งขณะที่ทางเยอรมนีได้รับโครงการนี้ไว้ และก็จะนำไปแข่งขันรอบมิสเวิลด์ด้วย

“นิโคลเป็นคนที่วางเป้าหมายและตั้งใจทำให้สำเร็จให้ได้ มุ่งมั่นทุกอย่างให้ถึง ไม่ได้มองว่ามันสูงเกินไป หากไม่กดดันตัวเอง อาจจะทำให้เราทำไม่เต็มที่ 100% หรือเกิน 100% สปิริตการเป็นนักกีฬาควรจะต้องทำให้เต็มที่จนอาจถึง 200% จะทำให้เราถึงเป้าหมาย และเมื่อนิโคลรู้ว่าเราในอยู่ที่ที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เราสู้จนถึงจุดที่เราเฝ้าหวังได้ และตำแหน่งนี้ก็พิสูจน์ว่าการทำงานหนักมันสำเร็จแล้วจริงๆ” มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ทิ้งท้าย

เป้าหมายต่อไปของเธอก็คือ การคว้ามงกุฎ “มิสเวิลด์” เป็นคนแรกของไทยนั่นเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เผาแล้ว! ‘น้องวิว’ เด็กหญิงเสียชีวิตเหตุปวดท้อง ด้านรพ.เตรียมแจงข้อเท็จจริง
บทความถัดไปแถลงการณ์สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เรื่อง การชี้แจงข้อมูลข่าวคลาดเคลื่อนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการ ของเภสัชกรในหน่วยงานของรัฐ