มหัศจรรย์การ์ตูน : ยาหลอกกับผลการรักษาที่ไม่หลอก โดย : วินิทรา นวลละออง

23.09.18 | 13:03 น.

Placebo (ยาหลอก) หมายถึง ยาหรือการรักษาด้วยสารหรือวิธีการซึ่งไม่มีส่วนประกอบออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อการรักษานั้น เช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดเรื้อรังแต่หากได้รับยาแก้ปวดในปริมาณมากหรือบ่อยเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ การให้สารบางอย่างแทนยาแก้ปวด เช่น เม็ดน้ำตาลที่มีลักษณะคล้ายยาแก้ปวด ทำให้ผู้ป่วยบางรายรู้สึกปวดลดลงได้เหมือนให้ยาแก้ปวดจริงๆ แต่เดิมเชื่อว่าเป็นผลทางจิตใจล้วนๆ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายงานพบว่าการใช้ยาหลอกก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสมองด้วย แนวคิดนี้เปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อยาหลอกให้ดีขึ้นมากในฐานะการรักษาที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่มีผลข้างเคียง ในทางสุขภาพจิตก็มียาหลอกเช่นกันค่ะ เช่น การได้พบหน้าหมอ

คุณตาท่านหนึ่งรู้สึกซึมเศร้าหลังภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน จากเดิมอยู่บ้านด้วยกันสองคนก็มีเรื่องให้ผิดใจกันบ้าง แต่หลังจากภรรยาเสียชีวิตกะทันหัน คุณตาก็ไม่มีคนให้ทะเลาะด้วย ลูกสาวคนเดียวก็แต่งงานแยกครอบครัวออกไปนานแล้ว คุณตาจึงไม่มีเพื่อนคุย เดิมเคยออกไปทำไร่ทำนาได้ก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจออกไปทำ แต่ละวันนอนอยู่ในบ้านเฉยๆ เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไรเลย อาหารก็กินน้อยลงจนน้ำหนักลดเป็นสิบกิโลกรัม คิดถึงภรรยาตลอดทั้งวัน พอคิดถึงก็จะรู้สึกเศร้าจนร้องไห้ออกมาทั้งที่เดิมไม่เคยร้องไห้เลย จนกระทั่ววันหนึ่งคุณตาโทรไปบอกลูกสาวว่าให้ช่วยกลับมาจัดการเรื่องที่นาและทรัพย์สินที่บ้านด้วย ตัวเองจะขอตายตามภรรยาไป ลูกสาวจึงพามาพบจิตแพทย์ค่ะ หลังรักษาไปหลายเดือน อาการของคุณตาก็แทบไม่ดีขึ้นเลย ยังคงคิดถึงภรรยาและร้องไห้บ่อยๆ เบื่ออาหาร เศร้าหมอง ที่อาจจะดีขึ้นบ้างคือกินยาแล้วพอจะนอนหลับได้แต่โดยรวมจิตใจยังไม่ปกติ

“คุณหมอคะ ถ้าคุณพ่อได้คุยกับคนก็จะอาการดีขึ้นทันทีเลยค่ะ วันนี้ระหว่างนั่งรอคุณหมอตรวจก็คุยกับคนที่มารอตรวจเหมือนกัน พอได้คุยก็ยิ้มแย้มสดชื่นเลย แต่พออยู่บ้านคนเดียวก็จะเศร้า ไม่กินข้าว”

ลูกสาวเล่าให้ฟังค่ะ นอกจากนั้น คุณตายังได้รับผลข้างเคียงจากยาในขนาดสูงที่ปรับขนาดขึ้นเนื่องจากอาการของโรคไม่ดีขึ้น ส่งผลให้ง่วงและคิดอะไรไม่ออกตลอดทั้งวัน ในที่สุดเมื่อ 2 วันก่อน คุณตาก็ลองหยุดยาเองทุกตัวค่ะ วันนี้ก็มาพบก่อนนัดเพราะกังวลว่าหยุดยาได้หรือไม่

“คุณตาหยุดยาแล้วเป็นอย่างไรคะ”

Advertisement

“อาการดีขึ้นมากเลยหมอ ไม่ง่วงตอนกลางวันแล้ว กินข้าวได้ รู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้น แต่ก็นอนไม่ค่อยหลับ ยังคิดถึงยายแกอยู่แต่ไม่ร้องไห้แล้ว ทีแรกว่าดีแล้วยิ่งพอได้คุยกับคนที่รอตรวจเมื่อกี้แล้วเห็นหน้าหมอก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นไปอีก”

ฟังแล้วก็อมยิ้มค่ะ การได้คุยกับคนและเจอหน้าหมอมีผลดีต่ออาการมากกว่ากินยาซึ่งมีผลข้างเคียงเสียอีก เลยบอกให้คุณตาลองหยุดยาไปก่อนค่ะ ถ้าอาการซึมเศร้าแย่ลงกว่าเดิมก็แวะมาบอกได้

ของบางอย่างส่งผลดีโดยอ้อมได้เช่นกันค่ะเหมือนละครโทรทัศน์เรื่อง “Otoko Meshi” ซึ่งฉายในญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 จำนวน 10 ตอนจบก็กล่าวถึงการทำให้วัยรุ่นที่ดูเหยาะแหยะใช้ไม่ได้กลายเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง โดยเรียนรู้ผ่านโต๊ะอาหารและอาหารฝีมือยากูซ่า “เรียวตะ” ชายหนุ่มนักศึกษาปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัยต้องเริ่มไปสัมภาษณ์งานเพื่อสมัครทำงานในบริษัท เขาไปสัมภาษณ์มาหลายแห่งแต่ไม่ผ่านเลยสักแห่งด้วยเหตุผลคล้ายกันคือ เมื่อกรรมการสอบสัมภาษณ์ต้องการให้เรียวตะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เรียวตะกลับคิดไม่ออกและพูดได้แต่สิ่งที่ท่องมาเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่งเขาเห็นเหตุการณ์การต่อสู้กันของแก๊งยากูซ่าด้านล่างของห้องเช่าของเขา “ยานางิบะ” หัวหน้าแก๊งยากูซ่าช่วยชีวิตเรียวตะไว้ เขากับลูกน้องหนีขึ้นไปหลบตำรวจที่ห้องของเรียวตะและขออาศัยอยู่ที่นั่นชั่วคราวเสียเลยแลกกับการทำงานบ้านให้และทำอาหารให้กินทุกวัน ยานางิบะทำอาหารเก่งมาก เขาจัดระเบียบให้ชีวิตของเรียวตะ สอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร และหลายครั้งสอนการใช้ชีวิตรวมถึงให้กำลังใจบนโต๊ะอาหารที่กินร่วมกันด้วย เรียวตะเองก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นผ่านการใช้ชีวิตกับยากูซ่า 2 คน โดยไม่จำเป็นต้องสอนสั่งเหมือนกับที่ครูและพ่อแม่สอนเด็ก ถือว่าการใช้ชีวิตร่วมกับยากูซ่าเป็นยาหลอกสำหรับเรียวตะในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่นั่นเอง

ผลดีที่ได้จากยาหลอกไม่ได้เกิดจากจินตนาการไปเองแต่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสมองจริงๆ ค่ะ งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นในอิลลินอยส์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่าการสแกนสมองของอาสาสมัครที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังซึ่งได้รับยาหลอกเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครที่ตอบสนองดีต่อยาหลอกมักจะมีลักษณะอารมณ์อ่อนไหวเมื่อสำรวจตนเอง สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว และอ่อนไหวกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด เมื่อมีผลดีเช่นนี้ผู้วิจัยจึงแนะนำว่าแพทย์สามารถบอกผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องปิดบังว่ายาหลอก แม้ไม่ออกฤทธิ์ลดปวดที่สมองแต่สมองก็ตอบสนองต่อยาหลอกได้โดยไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาแก้ปวดที่ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ดังนั้น การให้ยาหลอกไม่จำเป็นต้องหลอกนะคะ เราสามารถบอกอย่างตรงไปตรงมาได้ว่าสิ่งนี้ช่วยบรรเทาอาการได้เพราะสมองมีการตอบสนองจริง ยาหลอกมีการใช้ในโรควิตกกังวล อาการปวดเรื้อรัง และโรคลำไส้แปรปรวนค่ะ