ในห้วงอวกาศเต็มไปด้วยสัญญาณประหลาดๆ พิลึก หรือในบางกรณีก็ลึกลับ ไม่รู้ที่มาที่ไป เหมือนอย่างเช่นกรณีของสัญญาณแสงที่กระจายออกมาจากห้วงอวกาศใกล้กับดาวนิวตรอนดวงหนึ่ง ซึ่งกลุ่มนักวิจัยทางดาราศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัย เพนน์สเตท, มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา และมหาวิทยาลัย ซาบันเจอ ในตุรกี ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่พบสัญญาณจากอวกาศที่เป็นสัญญาณแสงอินฟราเรดเช่นนี้
ที่สำคัญก็คือ ยังไม่รู้ว่าต้นกำเนิดของมันคืออะไรกันแน่ ได้แต่สันนิษฐานเอาเท่านั้น
โดยองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์ เมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุขัยโดยทั่วไปแล้วจะระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวา มวลของดาวจะยุบตัวลงและหากมีมวลเพียงพอ (ตั้งแต่ราว 18 เท่าของดวงอาทิตย์ขึ้นไป) ก็จะก่อให้เกิดหลุมดำขึ้นตามมา แต่หากไม่มีมวลมากเพียงพอหลังจากผ่านระยะซุปเปอร์โนวาแล้ว แกนของดาวฤกษ์ดวงนั้นก็จะกลายเป็นดาวนิวตรอน
เนื่องจากมวลยุบลงเข้าหากัน ดาวนิวตรอน จึงมีความหนาแน่นสูงมากและส่วนใหญ่จะเป็นนิวตรอนที่เกิดจากการรวมตัวกันของอิเลคตรอนกับโปรตอน และอัดตัวกันแน่น ในกรณีที่ดาวนิวตรอนดังกล่าวเกิดสภาวะการเป็นแม่เหล็กสูง และหมุนวนด้วยความเร็วสูงมากพอที่จะกระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา ก็จะถูกเรียกว่า “พัลซาร์”
โดยทั่วไปแล้ว ดาวนิวตรอน จะปล่อยคลื่นวิทยุ หรือ คลื่นที่มีพลังงานสูง อย่างเช่นคลื่นรังสีเอ็กซ์ ออกมา แต่ทีมวิจัยนานาชาติทีมนี้พบข้อมูลที่แปลกประหลาดจากข้อมูลของ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ว่า มีสัญญาณแสงอินฟราเรด กระจายสตัวออกมาจากบริเวณใกล้กับดาวนิวตรอนที่ชื่อ อาร์เอ็กซ์ เจ0806.4-4123
สัญญาณแสงอินฟราเรดดังกล่าว อยู่ห่างออกไปราว 800 ปีแสง และมีลักษณะยืดยาวคือ กระจายตัวครอบคลุมข้ามอวกาศเป็นพื้นที่ใหญ่มาก ซึ่งแตกต่างไปจากสัญญาณทั่วไปที่เกิดจากการปล่อยสัญญาณรังสีเอ็กซ์เรย์ออกมาจากดาวนิวตรอน ที่จะมีลักษณะเป็นจุด
สัญญาณแสงอินฟราเรดดังกล่าวครอบคลุมระยะทางยาวถึง 200 หน่วยดาราศาสตร์ ( 1 หน่วยดาราศาสตร์เท่ากับ 93 ล้านไมล์หรือ 150 ล้านกิโลเมตร ซึ่้งเป็นระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์) หรือเป็นระยะทางมากกว่าระยะทางรวมของวงโคจรของดาวพลูโตรอบดวงอาทิตย์ถึง 2.5 เท่า และ เบตตินา พอสเซลท์ รองศาสตราจารย์ด้านวิจัยดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพนน์สเตท ระบุว่า แม้ว่าจะเคยมีการพบสัญญาณในลักษณะยืดยาวเช่นนี้มาก่อน แต่ไม่ใช่สัญญาณอินฟราเรดแต่อย่างใด
พอสเซลท์เปิดเผยไว้ด้วยว่า ตามข้อมูลทางดาราศาสตร์ก่อนหน้านี้ ดาวนิวตรอน ไม่ควรแผ่กระจายรังสีอินฟราเรดออกมามากมายเช่นนี้ การกระจายของรังสีในย่านอินฟราเรดที่เคยพบเห็นกันมาก่อนหน้านี้ไม่ใช่มาจากตัวดาวนิวตรอน ดังนั้นจึงต้องมีอย่างอื่นมากกว่าตัวดาวนิวตรอนที่เป็นต้นเหตุของสัญญาณอินฟราเรดประหลาดนี้
ดาวนิวตรอน อาร์เอ็กซ์ เจ0806.4-4123 เป็นหนึ่งในกลุ่มพัลซาร์ที่รวมอยู่ใกล้กัน นักดาราศาสตร์นิยมเรียกกันว่า “แม็กนิฟิเซนท์เซเวน” แต่เป็นดาวนิวตรอนที่มีลักษณะประหลาด กล่าวคือหมุนรอบตัวเองช้ามากกว่าดาวนิวตรอนทั่วไปมาก (อาร์เอ็กซ์ เจ0806.4-4123 หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 11 วินาที แต่ดาวนิวตรอนทั่วไปใช้เวลาเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีเท่านั้น) แถมยังมีอุณหภูมิสูงกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย
ทีมวิจัยสันนิษฐานเอาไว้ว่า สัญญาณอินฟราเรด ลึกลับดังกล่าวนั้นอาจมีแหล่งที่มาได้ 2 ทาง ทางหนึ่งคือ อาจมีแถบฝุ่นผงรูปดิสก์หรือจานหมุนวนอยู่โดยรอบดาวนิวตรอนหรือพัลซาร์นี้ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเกิด “เนบิวลาของลมพัลซาร์” อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
แถบฝุ่นผงรูปจานที่หมุนวนอยู่โดยรอบดาวนั้นอาจมีความกว้างได้ถึง 18,000 ล้านไมล์ และอาจเกิดขึ้นจากส่วนที่หลงเหลือจากตัวดวงดาวเมื่อเกิดการระเบิดซุปเปอร์โนวาขึ้นมา พอสเซลท์ระบุไว้ในรายงานผลการวิจัยครั้งนี้ว่า แผ่นดิสก์ฝุ่นผงแบบนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นอนุภาคฝุ่น และนักดาราศาสตร์เฝ้าเสาะหามานานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจานอาจมีพลังงานมากพอที่จะให้กำเนิดแสงอินฟราเรดขึ้นได้ และสามารถช่วยอธิบายได้ด้วยว่าทำไม อาร์เอ็กซ์ เจ0806.4-4123 ถึงได้มีอุณหภูมิสูงกว่าที่ควรและหมุนช้ากว่าที่ควร เพราะมีจานฝุ่นดังกล่าวนี้เองเป็นตัวชะลอ
ส่วน “เนบิวลาของลมพัลซาร์” นั้นเกิดขึ้นจากการที่อีเลคตรอนของดาวนิวตรอนถูกเร่งความเร็วขึ้นภายในสนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการหมุนอย่างรวดเร็วและสนามแม่เหล็กที่แรงกล้าของดาวนิวตรอนดวงนี้ เมื่อดาวนิวตรอนดวงนี้เคลื่อนตัวไปในห้วงอวกาศ อิเลคตรอนดังกล่าวจะปะทะกับ อนุภาคของก๊าซและฝุ่นในอวกาศ ที่เรียกกันว่า อินเตอร์สเตลลาร์ มีเดียม ก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างลมพัลซาร์ (ลมอิเลคตรอน) กับ อินเตอร์สเตลลาร์ มีเดียม หรือ “เนบิวลาของลมพัลซาร์” ขึ้นนั่นเอง
เพียงแต่ว่า “เนบิวลาของลมพัลซาร์” ทั่วไปมักกระจายรังสีเอ็กซ์เรย์ออกมา จึงไม่น่าสนใจเท่า “เนบิวลาของลมพัลซาร์” ที่กระจายรังสีอินฟราเรดของดาวนิวตรอนดวงนี้เท่านั้นเอง

