มหัศจรรย์การ์ตูน : จะแน่ใจได้อย่างไรว่ายิ้มสุข โดย : วินิทรา นวลละออง

30.09.18 | 13:03 น.

เมื่อวานนี้สอนนักศึกษาแพทย์ในห้องตรวจผู้ป่วยค่ะ มีผู้ป่วยท่านหนึ่งที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าแต่หายดีมาปีกว่าและหยุดยาได้ปีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้มาตามนัดเพื่อดูว่าโรคกำเริบหรือไม่ ผู้ป่วยบอกว่าไม่มีอาการเศร้ากลับมาอีกเลย สีหน้าท่าทางก็ยิ้มแย้ม นักศึกษาแพทย์จึงสงสัยและถามขึ้นมาในวงว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้ป่วยพูดความจริง เป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่อยากมาพบแพทย์อีกและไม่อยากกินยาจึงหลอกแพทย์ว่าอาการดีขึ้นแล้ว คำตอบคือเป็นไปได้ค่ะ ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาบริบทอื่นๆ ด้วย เช่น สีหน้าท่าทางเวลานั่งคุย ถ้ายิ้มแย้ม โต้ตอบเร็ว ก็คาดว่าอาการซึมเศร้าน่าจะหายดีจริงๆ เพราะหากยังหลงเหลืออาการอยู่ก็ควรจะมีสีหน้าอมทุกข์ ห่อไหล่ หรือใบหน้าไม่มีรอยยิ้ม อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องถามผู้ป่วยอยู่ดีค่ะว่าบริบทเหล่านี้ผิดจากปกติที่เขาเป็นหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจผิดอย่างกรณีของผู้ป่วยหนุ่มอีกท่านหนึ่งค่ะ

ผู้ป่วยหนุ่มอีกคนหนึ่งรักษาโรคซึมเศร้าเช่นกัน หลังรักษาได้ 2 เดือนก็บอกว่าอาการดีขึ้นพอสมควร นอนหลับดีขึ้น กินอาหารได้มากขึ้น แม้จะยังไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งใดแต่ก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้เกือบเหมือนเดิมแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายการรักษาที่คาดไว้ยกเว้นแต่สีหน้าของผู้ป่วยหนุ่มท่านนี้ไม่ยิ้มเลยค่ะ! หน้านิ่งและคิ้วขมวดตลอดเวลาซึ่งเหมือนกับครั้งแรกๆ ที่เจอ แม้จะดูมั่นใจในตัวเองมากขึ้นและถามตอบเร็วขึ้นกว่าตอนป่วยใหม่ๆ แต่สีหน้าที่ไร้รอยยิ้มทำให้ไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยอาการดีขึ้นจริงหรือไม่

“หมอสังเกตว่าถึงอาการคุณดีขึ้นแต่ระหว่างคุยกับหมอคุณไม่ยิ้มเลย ไม่ค่อยสบตาหมอด้วย มีเรื่องอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าคะ บอกหมอได้ไหมคะ”

คราวนี้ผู้ป่วยหนุ่มนิ่งไประยะใหญ่จนคุณแม่ตัดสินใจหันมาตอบแทนให้

“ปกติเขาก็ไม่ค่อยยิ้มอยู่แล้วค่ะ เป็นคนพูดน้อยด้วย ขอโทษคุณหมอด้วยนะคะ”

Advertisement

“หมอคิดว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดีที่ไม่ยิ้มหรือพูดน้อยค่ะ เพียงแต่หมอต้องถามเพราะต้องแยกว่าอาการซึมเศร้ายังหลงเหลืออยู่หรือเปล่าเพราะสีหน้าคุณยังดูเครียดอยู่ หมอจะได้ปรับยาน่ะค่ะ”

“ผมดูเครียดเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ดูไม่ยิ้ม”

เท่านั้นล่ะค่ะ ผู้ป่วยหนุ่มท่านนี้ก็หัวเราะพรวดออกมาแล้วรีบหันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเขินอาย กลายเป็นว่าเขาเป็นคนยิ้มยากและมักจะอายตัวเองเวลายิ้มออกมาจึงมักทำหน้านิ่งและขมวดคิ้วอยู่เสมอ สรุปว่าอาการซึมเศร้าดีขึ้นแล้วแต่ไม่ยอมยิ้มเท่านั้นเองค่ะ ดังนั้นจึงต้องดูบริบทอื่นประกอบเสียแทน เช่น เริ่มใส่ใจตัวเองด้วยการไปตัดผม เลือกเสื้อผ้าสุภาพสวมเวลาออกนอกบ้าน ใส่ใจไปหาคุณหมอรักษาสิว และหันมาสบตาคู่สนทนาบ้างเวลาคุยแม้จะไม่ยิ้มก็ตาม ถึงคนทั่วไปเชื่อว่ารอยยิ้มเป็นมาตรวัดความสุขแต่อาจจะไม่เป็นความจริงเสมอไปอย่างกรณีของผู้ป่วยหนุ่มท่านนี้ค่ะ

หนุ่มน้อยในการ์ตูนคนนี้ก็ยิ้มตลอดเวลาไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์เช่นกัน “ริวอิจิ” หนุ่มน้อย ม.4 จากเรื่อง “นักเรียนพี่เลี้ยงเด็ก” ซึ่งออกถึงเล่ม 11 แล้วต้องดูแลน้องชายวัยก่อนอนุบาลด้วยตัวคนเดียวเนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตกะทันหัน ริวอิจิได้รับอุปการะจากครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยมีข้อแม้ว่าริวอิจิจะต้องเข้าชมรมพี่เลี้ยงเด็กหมายถึงให้ช่วยเลี้ยงเด็กเล็กในเนิร์สเซอรี่ของโรงเรียนที่รับดูแลลูกของครูในโรงเรียนร่วมกับพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งที่จ้างมา ริวอิจิเป็นคนถ่อมตนจึงอ่อนโยนและมีรอยยิ้มเป็นมิตรประดับใบหน้าอยู่เสมอ เธอยิ้มทั้งเรื่อง ยกเว้นตอนมีความสุขและซาบซึ้งมากๆ กลับร้องไห้เสียแทน มีบางครั้งที่เพื่อนทักริวอิจิว่าถ้าไม่ได้มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องยิ้มตลอดเวลาแบบนี้หรอก ใส่หน้ากากยิ้มแบบนี้ยิ่งดูน่าเป็นห่วง แสดงว่ารอยยิ้มอาจไม่ใช่มาตรวัดความสุขของบุคคลนั้นอย่างแท้จริงก็ได้ มีงานวิจัยหนึ่งบอกว่ารอยยิ้มอาจะป็นเพียงเครื่องมือในทางสังคมเท่านั้น

ผลการวิจัยโดย ดร.วิทเชล ซึ่งนำเสนอในที่ประชุม European Conference on Cognitive Ergonomics ประเทศเนเธอร์แลนด์ บอกว่า รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขจากภายในอย่างแท้จริงมักมีลักษณะที่เรียกโดยทั่วไปว่าดูเชนสไมล์ (Duchenne smile) ซึ่งดวงตาและรอยยับต่างๆ บนใบหน้าจะไปด้วยกันกับรอยยิ้ม การยิ้มด้วยตาบางครั้งก็เรียก smizing อย่างไรก็ตาม ทฤษฎี Behavioral Ecology เชื่อว่าการยิ้มเป็นเพียงเครื่องมือในการเข้าสังคมโดยไม่จำเป็นต้องเกิดความสุขจากภายในก็ได้ มีการทดสอบอาสาสมัคร 44 คน ให้ตอบคำถามทางคอมพิวเตอร์ที่ยากพอสมควรแล้วจึงถามความรู้สึกหลังตอบ ระหว่างนั้นมีการบันทึกสีหน้าไว้ด้วย ผลพบว่าคนที่ยิ้มไม่ใช่คนที่รู้สึกมีความสุขเมื่อตอบถูกแต่กลับเป็นคนที่รู้สึกมีความเชื่อมโยงกับคำถามข้อนั้นและต้องการยิ้มเพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแม้ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ก็ตาม คนที่มีแนวโน้มยิ้มยากกลับยิ้มออกเมื่อตอบผิดเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าการยิ้มเป็นพฤติกรรมระดับจิตใต้สำนึกซึ่งใช้วัดว่าบุคคลนั้นมีความรู้สึกร่วมไปกับสถานการณ์มากเพียงใดมากกว่าที่จะยิ้มเมื่อมีความสุข

เมื่อใดที่คู่สนทนาของเรายิ้มตอนฟังเราเล่าเรื่องอาจหมายถึงว่าเขากำลังรู้สึกอินและมีส่วนร่วมไปด้วยค่ะ อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดวงเมาธ์หรือวงนินทาจึงครื้นเครงมากกว่าวงติวหนังสือ