ช่วงนี้กระแสการเมืองกำลังคึกคัก หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวคณะกรรมการบริหารพรรคและโชว์วิสัยทัศน์ หลากหลายความเคลื่อนไหว มีประเด็นหนึ่งน่าจับตาคือ “นโยบายผลักดันผู้หญิงสู่สนามเลือกตั้ง” ซึ่งนำมาขบคิดโดยนักสิทธิสตรี และนักวิชาการด้านสตรี
เริ่มที่ นางเรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา และผู้ประสานงานขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) เปิดเผยว่า ถือเป็นปีที่รู้สึกมหัศจรรย์ใจมาก ที่หลายพรรคการเมืองประกาศจะผลักดันผู้หญิงลงสมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงในสากลว่า ประเทศที่มีสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภามาก และมีผู้หญิงตัดสินใจในระดับนโยบายมาก จะทำให้สังคมสงบสุข เนื่องจากผู้หญิงช่วยลดความขัดแย้ง ดูแลคนทุกกลุ่ม ยกตัวอย่างประเทศรวันดาที่มีสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาร้อยละ 60 จากที่เคยมีปัญหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัจจุบันความขัดแย้งลดลงไปมาก ส่วนคิวบา มีสัดส่วนผู้หญิงร้อยละ 40 จากที่เคยมีปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน เด็กผู้หญิงถูกกีดกันทางการศึกษา ปรากฏว่าเด็กทุกคนได้รับการศึกษาเท่ากัน ประชาชนได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ไต้หวัน มีสัดส่วนผู้หญิงร้อยละ 40 ปัจจุบันสถิติความรุนแรงลดลงชัดเจน และเคนยาที่มี รมว.กลาโหมเป็นผู้หญิง ทำให้สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เบาบางลง
“ย้อนดูประเทศไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้หญิงในสภานิติบัญญัติเพียงร้อยละ 4.8 จัดอยู่ในอันดับที่ 182 จาก 189 ประเทศทั่วโลก และต่ำที่สุดในอาเซียน โดย สปป.ลาว มีสัดส่วนผู้หญิงในสภา ร้อยละ 27 กัมพูชา ร้อยละ 20 เวียดนามร้อยละ 16”

สำหรับประเทศที่มีสัดส่วนผู้หญิงในสภาจำนวนมาก เรืองรวีบอกว่า เพราะมีการกำหนดโควต้าที่นั่งเป็นมาตรการพิเศษให้ อย่างการบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งรายชื่อผู้สมัครหญิงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30-40 ของรายชื่อผู้สมัครทั้งหมด มิฉะนั้นจะถูกปรับไม่ให้ลงเลือกตั้ง แต่ของไทยในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 ระบุเพียงให้พรรคการเมืองคำนึงถึงความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีผลบังคับทางกฎหมายใดๆ ที่ผ่านมาหลายพรรคแม้จะส่งรายชื่อผู้สมัครหญิงเข้ามา แต่จัดให้อยู่ในลำดับ 60 ลงไป ซึ่งไม่มีลุ้นอะไรเลย ทั้งที่สถิติทั่วโลกชัดเจนว่าผู้หญิงจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งจากระบบปาร์ตี้ลิสต์มากกว่าระบบเขต ที่ผ่านมาวีมูฟจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองจัดรายชื่อผู้หญิงอยู่ในท็อป 10 หรือ 20 รายชื่อผู้สมัครเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ แต่ก็ไม่สามารถผลักดันอะไรได้
**ส่องท่าทีพรรคการเมืองส่ง “ผู้สมัครหญิง”
ทว่าการเลือกตั้งหนนี้ พรรคการเมืองกลับให้ความ “คำนึง” กับสัดส่วนผู้สมัครหญิงอย่างเกินคาด ไม่ว่าจะประกาศทางตรง และปฏิบัติทางอ้อม
นางเรืองรวีกล่าวว่า เริ่มที่พรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรค ที่ประกาศจะส่งรายชื่อผู้สมัครหญิงสลับชายแบบ 1 ต่อ 1 ในปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งต้องชื่นชม และเป็นสิ่งที่อยากเห็นมากในนโยบายพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าจะไปหาผู้สมัครหญิงที่ไหนมาลง
พรรคพลังพลเมืองไทย ซึ่งมี นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรค ที่ประกาศจะส่งรายชื่อผู้สมัครหญิงทั้งหมดในระบบแบ่งเขต 30 เขตในกรุงเทพมหานคร รู้สึกช็อกมาก ซึ่งคงต้องมาดูต่อว่าจะทำจริงจังไหม หรือเป็นเพียงเรื่องตลกที่ต้องการมีฐานเสียงผู้หญิงเท่านั้น
พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค ถือเป็นพรรคที่เปิดตัวได้น่าทึ่ง เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคมีทั้งฝ่ายผู้ชาย ผู้หญิง คนพิการ แรงงาน และภาพรวมยังมีสัดส่วนผู้หญิงอย่างน้อย 1 ใน 3 ทั้งนี้ เคยได้พูดคุยกับ นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 พบว่าภายในพรรคมีการโปรโมตผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม ตรงนี้อาจไปจุดประกายให้พรรคอื่นๆ ทำอย่างนี้ด้วยก็ได้
พรรคภูมิใจไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค แม้จะไม่มีการโปรโมตผู้หญิง แต่การทำงานในพรรคให้อำนาจผู้หญิงมาก อย่างการมอบอำนาจให้กรรมการพรรคผู้หญิงท่านหนึ่ง ดูแลการสมัครแบบแบ่งเขตในภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งเธอยังมีนโยบายจะหาผู้หญิงมาลงสมัครทั้งหมดด้วย
ส่วน พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยอยากมีสัดส่วนผู้สมัครหญิงมาก แต่ปัจจุบันก็ยังทำไม่ได้เท่าไหร่ ในส่วน ปชป.มีนักการเมืองผู้หญิงและคนรุ่นใหม่มาก แต่ติดวัฒนธรรมไม่ข้ามหน้าข้ามตาคนรุ่นเก่า ซึ่งหากขจัดวัฒนธรรมตรงนี้ไปได้ เชื่อว่า ปชป.จะมีผู้สมัครหญิงและคนรุ่นใหม่ที่มีสีสันมาก
เช่นเดียวกับ พรรคประชาชาติ ซึ่งมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค ที่ให้ความสำคัญสัดส่วนผู้สมัครหญิงประเด็นนี้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ ก็มี พรรคพลังธรรมใหม่ โดยมี นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรค ที่แม้ไม่เข้าใจประเด็นความเท่าเทียมที่วีมูฟเคลื่อนไหวเลย แต่ใช้วิธีเข้าทาง อสม.ซึ่งร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง เพื่อให้เป็นฐานเสียง
“แต่ก็มีพรรคที่ยังไม่สนใจประเด็นผู้หญิงเลยคือ พรรคพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมขณะนี้เป็นที่น่าตกใจที่ประเด็นผู้หญิงมาแรง แต่ส่วนตัวก็ยังไม่เชื่อจนกว่าจะเห็นนโยบายชัดเจน” นางเรืองรวีกล่าว
**ปลุกพลังสตรีลงการเมืองทำเพื่อชาติระยะยาว
จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองต้องการผู้หญิงที่มีความพร้อมความสามารถเข้าพรรคจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นางเรืองรวีกล่าวว่า ลำพังที่เป็นนักการเมืองหญิงอยู่แล้วก็รู้สึกเข็ดมาก เพราะที่ผ่านมาต้องลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่กว่าจะได้เข้ามา สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้กี่ปี เดี๋ยวก็มีรัฐประหารอีก มันไม่คุ้ม ฉะนั้น ทหารต้องให้ความมั่นใจว่าจะไม่รัฐประหารอีก นี่เป็นเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ของนักการเมืองหญิง รองลงมาคือพรรคไม่ซัพพอร์ต โดยเฉพาะเรื่องการมีโรงเรียนอบรมเป็นนักการเมือง ทำให้พวกเธอต้องมาเรียนรู้ด้วยตนเอง
“ยิ่งนักการเมืองหญิงหลายคนผันชีวิตมาเส้นทางนี้แล้ว ไม่มีอาชีพอื่นรองรับ ทำให้เมื่อหมดวาระการเมืองไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ จะไปหาเงินสนับสนุนที่ไหน รวมถึงการต้องถูกโจมตีในเรื่องความละเอียดอ่อนทางเพศ อาทิ ถูกกล่าวหาว่าเป็นเมียน้อยมาก่อน หรืออย่างกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโรงแรมโฟร์ซีซั่น ที่เกิดข้อครหามากมาย เหล่านี้ไปเล่าให้หัวหน้าพรรคบางพรรคที่ดูเฉลียวฉลาด เขายอมรับว่าไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา จึงจัดให้มีการอบรมแคนดิเดตเทรนนิ่งเตรียมพร้อมเป็นนักการเมืองหญิง ซึ่งหลักสูตรสอนตั้งแต่ การฝึกวิเคราะห์พื้นที่ของตนเอง ประเมินสภาพปัญหา ฝึกพูดในที่สาธารณะ ฝึกทำโปรไฟล์ของตนเอง การเผชิญกับการโจมตีในเรื่องละเอียดอ่อนทางเพศ ซึ่งในปี 2561 เปิดไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 25 คน มีหลายพรรคการเมืองให้ความสนใจส่งผู้สมัครหญิงเข้ามาเพียบ
เรืองรวีกล่าวว่า การเลือกตั้งหนนี้อยากให้ผู้หญิงเก่งและมีความพร้อม ได้คิดถึงผลประโยชน์ประเทศชาติในระยะยาว นำคุณลักษณะของผู้หญิงชอบความสมานฉันท์ ลุกขึ้นมาช่วยแตะเบรกอำนาจทหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ต้องสนับสนุน และให้คำมั่นว่าจะจัดรายชื่อให้อยู่ในลำดับที่มีลุ้น เหล่านี้เชื่อว่าจะทำให้มีนักการเมืองหญิงหน้าใหม่เข้ามาอย่างแน่นอน
**จับตานโยบายเท่าเทียมทางเพศแต่ละพรรค
เรืองรวีกล่าวอีกว่า นอกจากสัดส่วนผู้หญิงในพรรคการเมืองที่ควรให้ความสนใจแล้ว เรืองรวีฝากให้ติดตามนโยบายอย่างเป็นทางการแต่ละพรรค ที่จะมีต่อผู้หญิงซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน อาทิ ประกาศจะคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตผู้หญิงต่างๆ เพราะปัจจุบันมีผู้หญิงมากมายต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากความรุนแรง การสร้างอาชีพสำหรับผู้หญิง ซึ่งที่ผ่านมาอดีตรัฐบาลตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่เน้นให้ผู้หญิงมีอาชีพเท่าที่ควร รวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเลิกนโยบายไม่รับสมัครพนักงานสอบสวนหญิงและไม่รับสมัครนักเรียนนายร้อยหญิง ซึ่งเธอเชื่อว่าพรรคใดที่อยู่เบื้องหลังนโยบายเหล่านี้ หรือมีแนวทางที่ขัดแย้งจากนี้ คงไม่รับถูกเลือกแน่
**จุดเริ่มต้นดีผู้หญิงลงการเมืองมากขึ้น
ด้าน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่แต่ละพรรคจะทำให้ความเสมอภาคเชิงโอกาสกับผู้หญิง เพราะที่ผ่านมามีน้อยมาก ยิ่งโอกาสในเชิงผลลัพธ์คือการได้เป็น ส.ส.หรือ ส.ว.หญิงแทบไม่มี นั่นจึงเป็นที่มาของหลายประเทศ ว่าทำไมต้องมีโควต้าที่นั่งให้ผู้หญิง ซึ่งอย่างกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีการกำหนดโควต้าที่นั่งในสภาให้ผู้หญิง ปรากฏว่าปัจจุบันจัดเป็นกลุ่มประเทศที่มีระบบสวัสดิการดีมาก ด้วยลักษณะนิสัยผู้หญิงที่มีความละเอียดอ่อน จึงดูแลนโยบายด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะการศึกษา สาธารณสุข ชีวิตประชาชนจึงดีขึ้น ส่วนผู้ชายมีความสนใจเรื่องโครงสร้างใหญ่ ก็ให้ดูแลภาพใหญ่ของประเทศไป ตรงนี้ยังทำให้บางประเทศเริ่มกำหนดสัดส่วนผู้หญิงในคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ และในบริษัทจำกัดมหาชน

“ตอนนี้ดิฉันอาจยังไม่เชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าพรรคการเมืองจะจริงจังเรื่องดังกล่าว แต่เชื่อว่าเมื่อประกาศอย่างนี้แล้ว จะสร้างความตื่นตัวให้ผู้หญิงได้พัฒนาศักยภาพตนเอง ส่วนพรรคก็จะเริ่มเกิดระบบเฟ้นหาผู้หญิง เกิดระบบอบรมศักยภาพผู้หญิง และจะเริ่มตั้งเป้าหมายในอนาคตเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อโอกาสมากขึ้น ต่อไปเชื่อว่าขาออกที่ผู้หญิงจะได้เป็น ส.ส. ส.ว. ก็น่าจะเริ่มมีมากขึ้นเช่นกัน”
สำหรับผู้หญิงที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้งหนนี้ ดร.ถวิลวดีแนะนำให้ลองเข้าไปพูดคุยกับพรรคก่อน สอบถามผู้บริหารพรรคว่าสามารถจัดเรียงรายชื่อผู้สมัครหญิงได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อให้เข้าตาประชาชน
“ฝากประชาชนชาวไทยที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นอกจากพิจารณาคุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้สมัครแล้ว ก็อยากให้พิจารณาในความเป็นผู้หญิงด้วย เพราะผู้หญิงก็มีข้อดีอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น” ดร.ถวิลวดีกล่าวทิ้งท้าย
จับตาดูกันต่อไปว่า จริงจังหรือสร้างกระแส!!

