
ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีถูกนำเข้าไปใช้เพื่อการเรียนการสอนมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีรายงานว่า ตอนนี้มีโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กเกือบ 400 แห่ง ในญี่ปุ่นที่ใช้แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อประกอบการเรียนการสอน
เด็กญี่ปุ่นเรียนผ่านแอพพ์ – เพราะฉะนั้นบรรยากาศของโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้ แทนที่จะได้เห็นเด็กๆ ใช้สีระบายบนกระดาษ เราก็จะเห็นเป็นเด็กน้อยที่ใช้นิ้วจิ้มๆ ไปบนแท็บเล็ต หรือบนไอแพดแทน
โดยสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับการเรียนการสอนด้วยสมาร์ทโฟน ก็คงจะหนีไม่พ้นแอพพลิเคชั่นที่จะนำไปใช้ เพื่อการพัฒนาสมองของเด็ก และเป็นการฝึกทักษะด้านต่างๆ ของเด็ก
เว็บไซต์เดนเวอร์โพสต์ ได้รายงานเรื่องนี้เอาไว้ และว่า จากตัวเลขของเดอะจีเนียส ออฟ เพลย์ ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา 98% ของเด็กที่อายุไม่ถึง 8 ปี มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตัวเองอยู่ที่บ้านกันแล้ว และ 43% ของเด็กเหล่านี้ มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเองแล้ว
ก็จะคล้ายๆ กับที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตัวเลขของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า เฉลี่ยแล้วพวกผู้ใหญ่จะมีสมาร์ทโฟนกันคนละมากกว่า 1 เครื่อง และเด็กก่อนวัยเรียนราวครึ่งหนึ่งสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้แล้ว
จากตัวเลขเหล่านี้ จึงไม่แปลกเลย หากจะมีการนำอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
โรงเรียนก่อนวัยเรียนและโรงเรียนประถมหลายแห่งในสหรัฐ ในเอเชีย และในยุโรป ครู-อาจารย์ต่างใช้เทคโนโลยีเพื่อประกอบการสอน ทั้งบทเรียน เพลง และอื่นๆ ในขณะที่ครูผู้สอนเองก็ศึกษาพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก ผ่านทางอุปกรณ์ดิจิทัลเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ก็จะมีคำถามตามมาว่า การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยสอนหนังสือแก่เด็กๆ จะทำให้เด็กฉลาดขึ้นจริงหรือ
ศ.แพทริเซียน แคนเตอร์ จากมหาวิทยาลัยพลีมัทสเตต ในเมืองนิวแฮมเชียร์ สหรัฐ บอกว่า การนำเอาแท็บเล็ตไปใช้สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนในสหรัฐ เชื่อว่าจะทำให้เด็กฉลาดขึ้นในเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่การศึกษาว่าแท็บเล็ตหรือแอพพลิเคชั่นมีผลกระทบต่อการเรียนของเด็กอายุ 2 ถึง 5 ปีหรือไม่นั้น “ยังไม่มีข้อสรุป”
“เพราะอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสนั้น ใช้งานง่ายมาก ไม่ต้องใช้การฝึกฝน” แคนเตอร์บอก
ขณะที่ผลการศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นถึง “ผลบวก” ของการที่เด็กๆ ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่ช่วยทำให้ความสามารถในการอ่านเขียน วิทยาศาสตร์และเลข “ดีขึ้น”
ที่สุดแล้ว เรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับเด็ก ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมา ก็เอาเป็นว่า ถ้านำไปใช้ให้มันดี มันก็น่าจะดี แต่ถ้าเอาไปใช้แบบไม่ได้คิดอะไร ให้เล่นไปเรื่อยๆ ก็คงไม่เกิดประโยชน์
พูดเรื่องพวกนี้ทีไร คุณพี่ปวดหัวทุกที ไม่พูดดีกว่า “เจ็บคอ” !!
