ยกระดับท่องเที่ยว-บริการ หนาวนี้ @บึงกาฬ เมืองรองต้องห้ามพลาด

5.11.18 | 18:18 น.
หินสามวาฬ

เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวได้ไม่นานสำหรับ “บึงกาฬ” จังหวัดน้องใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย

แต่ด้วยความโดดเด่นในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลายทำให้บึงกาฬ ซึ่งเป็น 1 ใน 55 เมืองรองด้านการท่องเที่ยว สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีเวลาน้อย หรือคนที่มีวันหยุดยาวก็สามารถเที่ยวบึงกาฬได้อย่างเต็มอิ่มและคุ้มค่าเหมือนกัน

ง่ายๆ แค่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงก็สามารถเที่ยวเพลินได้ครึ่งค่อนวัน หรือถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็สามารถเดินขึ้น ภูทอก จุดชมวิวทะเลหมอกยามเช้าและวิวแม่น้ำโขงยอดนิยม เพิ่มเติมด้วย หินสามวาฬ ที่ ภูสิงห์ จุดชมวิวสุดอันซีน โดดเด่นด้วยหินยักษ์ขนาดใหญ่มีรูปร่างคล้ายวาฬ 3 ตัวติดหน้าผาสูง จุดนี้บอกเลยว่าห้ามพลาด!

“บึงกาฬ” ยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกมากมาย เช่น บึงโขงหลง ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงามของธรรมชาติด้วยการล่องเรือชมบัวแดงและนกนานาชนิด มี แก่งอาฮง หรือจุดชมสะดือแม่น้ำโขงที่ วัดอาฮงศิลาวาส ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง เป็นต้น

Advertisement

ไม่เพียงแต่สถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น จุดเด่นอีกอย่างของ “บึงกาฬ” คือสภาพอากาศที่เย็นสบายโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวเช่นในขณะนี้

จึงไม่แปลกที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้าสู่บึงกาฬจำนวนมาก ส่งผลให้จังหวัด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้คนที่เข้ามา

หินสามวาาฬ ภูสิงห์
แก่งอาฮง หรือจุดชมสะดือแม่น้ำโขง
บึงโขงหลง

บำเพ็ญพร สุริยกมล ผู้อำนวยการ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เล่าว่า ช่วงนี้อากาศที่บึงกาฬกำลังเย็นสบายทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาก ประกอบกับบึงกาฬเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังสดใหม่ไม่ได้รับการปรุงแต่งมาก อากาศก็บริสุทธิ์ คนที่มาส่วนใหญ่จึงรู้สึกประทับใจ จนมีลักษณะบอกกันปากต่อปากของนักท่องเที่ยว

“แต่ด้วยความที่บึงกาฬเป็นเมืองขนาดเล็ก ทำให้การเปิดตัวของจังหวัดเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งวันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งแบบเหมารถตู้บ้าง แบบรถครอบครัวบ้าง กลุ่มคนวัยเก๋าก็เริ่มเข้ามาจำนวนไม่น้อย” บำเพ็ญพรกล่าว

สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวบึงกาฬในขณะนี้ บำเพ็ญพรบอกว่า ช่วงนี้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาจากกรุงเทพฯ เข้ามามากขึ้น เนื่องจากช่วงประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราได้ปล่อยภาพโฆษณาของจังหวัดบึงกาฬ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ ทางการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬยังได้เชิญกลุ่มบริษัททัวร์เข้ามาสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเข้ามาใช้สถานที่เพื่อถ่ายทำโฆษณา และมีรายการจากต่างประเทศมาใช้พื้นที่ในบึงกาฬถ่ายทำรายการ พอภาพออกไปก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจและรู้จักจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้มากขึ้น

“เรายังมีการส่งเสริมเรื่องของชุมชนนวัตวิถีเพื่อการท่องเที่ยวของพัฒนาชุมชน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจากทางยุโรป จากประเทศเยอรมนีและสวีเดน จะนิยมเข้ามาเที่ยวที่ชุมชนบ้านห้วยเล็บมือ เป็นชุมชนดาวรุ่งที่กำลังมาแรง ในตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ เนื่องจากเป็นชุมชนสองศาสนาคือ คริสต์และพุทธ”

ชุมชนบ้านห้วยเล็บมือยังมี “ภูทอกน้อย” ที่ค้นพบ “สิรินธรวัลลี” เป็นครั้งแรกด้วย

“เราได้ลงไปสอนให้ชาวบ้านนำดอกสิรินธรวัลลีมาคั่วทำเป็นชา แล้วใช้ชาดอกสิรินธรวัลลีมาต้อนรับแขกที่มาเยือน ซึ่งได้รับความนิยมและมีนักท่องเที่ยวชื่นชอบเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ บนภูทอกน้อยจะเห็นวิวเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว ซึ่งสวยมาก” บำเพ็ญพรอธิบาย พร้อมแนะนำว่า หากมาเยือนบึงกาฬให้ลองขึ้นภูทอกน้อย จิบชาดอกสิรินธรวัลลี เชื่อว่าจะเพลิดเพลินไม่น้อย

และบอกอีกว่า นอกจากแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นหลายแห่ง บึงกาฬยังมีชุมชนท่องเที่ยวที่ทำของพื้นเมือง เช่น ชุมชนบ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง มีการทำผ้าขาวม้าหมักโคลนนาคี ซึ่งขายดีมากและมีออเดอร์จากต่างประเทศด้วย

“ทิศทางที่เราวางแนวทางไว้เป็นการท่องเที่ยวสีเขียวโดยชุมชน เป็นการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ เราพยายามสอนให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเรื่องของการท่องเที่ยวจะต้องสะอาด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม”

บำเพ็ญพรแนะนำอีกหนึ่งกิจกรรมโดดเด่นของบึงกาฬคือ “บั้งไฟพญานาค”

“หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าบึงกาฬก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเหมือนกัน ซึ่งที่หนองคายอาจจะมีคนเยอะมากหรือเต็มแล้ว แต่ทางโซนอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย และอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งและเป็นโอกาสที่ดี สำหรับคนที่อยากชมบั้งไฟพญานาค ซึ่งในช่วงออกพรรษาที่ผ่านมาก็เป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจและมีนักท่องเที่ยวเข้ามารอชมจำนวนมาก โดยในปีนี้เทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์” บำเพ็ญพรบอก

ไม่เพียงเท่านี้บึงกาฬยังเป็นจังหวัดที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป.ลาว และเวียดนามด้วย

บำเพ็ญพรบอกว่า บึงกาฬมีเส้นทางเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาพอสมควร โดยหลักๆ จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาว สปป.ลาว รองลงมาเป็นชาวเวียดนาม

“นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในจังหวัดบึงกาฬ สามารถเที่ยวได้ 3 ประเทศ ทั้งแบบไปกลับใน 1 วัน หรืออาจจะไปนอนค้างที่เวียดนาม 1 คืนแล้วค่อยกลับมาที่บึงกาฬก็ได้ เพราะระยะทางจากบึงกาฬ ผ่านลาวไปเวียดนามแค่ 220 กิโลเมตรเท่านั้น”

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬยังคาดการณ์ไว้ว่าหาก สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) สร้างเสร็จจะพลิกโฉมและพัฒนาบึงกาฬไปไกลแบบก้าวกระโดด

“ตอนนี้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ลงตัวในเรื่องของสัญญาและข้อตกลงแล้ว กำลังอยู่ในช่วงของการจะดำเนินการก่อสร้าง หากสะพานเสร็จน่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ยังมีกลุ่มที่ผ่านแล้วมาพักบึงกาฬเพื่อเดินทางต่ออีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ทำให้เราต้องมาคิดกันแล้วว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดอย่างไรได้บ้าง รวมถึงความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของโรงแรมที่พักขณะนี้ยังรองรับนักท่องเที่ยวได้เรื่อยๆ อาจจะมีช่วงเทศกาลที่ไม่เพียงพอ เช่น บั้งไฟพญานาค ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะมาก แต่คนที่จองไม่ทันสามารถเดินทางไปพักจังหวัดใกล้เคียงได้เพราะการเดินทางจากบึงกาฬสะดวก มีเส้นทางระบายรถเป็นระยะ ทำให้รถไม่ติด แต่อนาคตอาจจะต้องมีการขยายโรงแรม รวมถึงกลุ่มรีสอร์ตต่างๆ เพิ่มขึ้นต่อไป” บำเพ็ญพรระบุ

ด้วยศักยภาพทั้งหมดนี้ทำให้มุมมองของบำเพ็ญพรต่อ “บึงกาฬ” คือเพชรเม็ดงามรอการเจียระไน

ขณะที่ ณัฐณิชา รุ่งจินดารัตน์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเดอะวัน ระบุว่า ภาพรวมของจังหวัดบึงกาฬตลอดทั้งปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง โดยช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุดจะเป็นช่วงออกพรรษา เพื่อชมบั้งไฟพญานาค กับช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวจัด

“มองว่าภาพรวมด้านการท่องเที่ยวดีขึ้นเรื่อยๆ มีโรงแรมและรีสอร์ตเพิ่มขึ้นเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนามาจากอพาร์ตเมนต์เดิมมากกว่า อย่างไรก็ตาม โรงแรมเดอะวัน เราก็ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และพยายามดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมที่สุด ในมาตรฐานที่วางไว้”

เช่นเดียวกัน ณัฐณิชาประเมินว่า ถ้ามีการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและโรงแรมของบึงกาฬเยอะมาก และมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวบึงกาฬดีขึ้นแบบพลิกโฉมไปเลย เพราะนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางไป สปป.ลาว หรือเวียดนาม ได้สะดวก จึงหวังว่าสะพานเชื่อมทั้ง 2 ประเทศนี้จะเสร็จในเร็ววัน

สำหรับโครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ปัจจุบันได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนสำหรับการก่อสร้างโครงการแล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 โดยกรมทางหลวงมีแผนจะเสนอของบประมาณปี 2562 เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป

หินสามวาฬ
ภูทอก