นักดาราศาสตร์ค้นพบ “เฟเอธอน” ครั้งแรกเมื่อปี 1983 นับตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ยังคงสร้างความพิศวงให้กับนักดาราศาสตร์เรื่อยมา ในทุกครั้งที่พยายามศึกษาเพื่อทำความรู้จักและเข้าใจเฟเอธอนให้มากยิ่งขึ้น เหมือนเช่นที่ เท็ดดี คาเรตา นักศึกษาปริญญาเอกด้านดาราศาสตร์และทีมวิจัย ซึ่งประจำอยู่ที่ห้องปฏิบัติการดาวเคราะห์และดวงจันทร์ ของมหาวิทยาลัยแอริโซนา นำมาเปิดเผยระหว่างการประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ที่เมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา
“เฟเอธอน” มีความประหลาดอยู่ในตัวเองตั้งแต่แรกค้นพบ อย่างแรกสุดคือสีของดาวดวงนี้ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน เพราะแสงที่สะท้อนออกมานั้นเป็นแสงในแถบสีน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างออกไปจากดาวเคราะห์น้อยทั้งหลายที่ส่วนใหญ่แล้วมักมีสีเทาหรือแดงเข้มเกือบทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าองค์ประกอบหลักของผิวพื้นเป็นอะไร จำนวนดาวเคราะห์น้อยที่รู้จักกันและมีสีน้ำเงินนั้นมีเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้น
แถมยังเป็นสีน้ำเงินเข้มที่สุดในบรรดาวเคราะห์น้อยสีน้ำเงินด้วยกันอีกต่างหาก
ประการถัดมาก็คือ เฟเอธอนมีคุณสมบัติและแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาคล้ายคลึงกับดาวหาง แต่ในขณะที่ดาวเคราะห์น้อยสีน้ำเงินนั้นหายากมากแล้ว ดาวหางเป็นยิ่งกว่า เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเจอดาวหางสีน้ำเงินมาก่อนเลยแม้แต่ดวงเดียว
เฟเอธอนเป็นแหล่งที่มาของฝนดาวตกเจมินิดส์ ซึ่งมักสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเรื่อยไปจนถึงปลายเดือนธันวาคมเป็นประจำทุกปี
ฝนดาวตกเกิดขึ้นเมื่อโลกโคจรผ่านเข้าไปในผงธุลีที่ดาวหางปล่อยออกมาทิ้งไว้ตามเส้นทางโคจรดังนั้น ฝนดาวตกจะเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อใดจึงขึ้นอยู่กับวงโคจรของดาวหางว่าจะเข้ามาตัดกับวงโคจรของโลกเมื่อใดและอย่างไร นักดาราศาสตร์ระบุว่า เฟเอธอนเป็นแหล่งที่มาของฝนดาวตกเจมินิดส์ เพราะเส้นทางโคจรของฝนดาวตกกลุ่มนี้เหมือนกับวงโคจรของเฟเอธอนมากอย่างยิ่งนั่นเอง
แต่ก่อนที่นักดาราศาสตร์จะค้นพบเฟเอธอน ในปี 1983 นักดาราศาสตร์จะโยงฝนดาวตกทั้งหมดเข้ากับดาวหาง ไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยแต่อย่างใด
เท็ดดี คาเรตา ระบุว่า ตอนที่เพิ่งค้นพบเฟเอธอน นักดาราศาสตร์เชื่อว่า เฟเธออนคือดาวหางดวงหนึ่งซึ่งสิ้นอายุขัยและหมดพลังแล้ว
แต่ดาวหางทั้งหมดมักเป็นสีแดงคล้ำ ไม่ใช่สีน้ำเงิน และแม้ว่าวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยประหลาดดวงนี้จะผิดปกติ พิลึกกว่าวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยทั่วไปและคล้ายกับวงโคจรของดาวหางมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังบอกได้ยากว่า เฟเอธอนเป็นดาวเคราะห์น้อยมากกว่าหรือเป็นดาวหางมากกว่ากันแน่
เฟเอธอนสามารถโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากๆ ได้ จนทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีอุณหภูมิสูงถึง 800 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนจัดขนาดทำให้อะลูมิเนียมหลอมเหลวได้ ความสามารถในการปล่อยฝุ่นละอองออกมาเป็นหางเมื่อโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ทำให้เฟเอธอนเป็นดาวเคราะห์น้อยเพียงแค่ 1 ใน 2 ดวงเท่านั้นทั่วทั้งระบบสุริยะที่ทำเช่นนี้ได้ และเป็นเหตุให้นิยามความแตกต่างระหว่างดาวหางกับดาวเคราะห์น้อยเลอะเลือนเข้าหากัน
ทีมวิจัยอาศัยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อินฟาเรด บนเขามาอูนา ของรัฐฮาวายกับกล้องโทรทรรศน์ทิลลิงกาสท์ของห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ดาราศาสตร์สมิธโซเนียน ในรัฐแอริโซนา มาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่ว่า เฟเอธอนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยเป็นส่วนหนึ่งของ “2 พัลลาส” ดาวเคราะห์น้อยสีน้ำเงินอีกดวง ซึ่งจัดเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่สุดในสุริยจักรวาลหรือไม่
แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูล ทีมวิจัยพบว่าเฟเอธอน กลับมีสีน้ำเงินเข้มกว่า 2 พัลลาสและสะท้อนแสงออกมาเพียงครึ่งเดียวของ 2 พัลลาสเท่านั้น
นอกจากนั้น เฟเอธอนยังมีสีน้ำเงินเหมือนกันในทุกๆ ส่วนของดวงดาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเฟเอธอนสัมผัสกับแสงอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอทั่วๆ ดวงดาวในประวัติศาสตร์ยาวนานนั้น
และทิ้งปมปริศนาว่าด้วยต้นกำเนิดเอาไว้ให้ขบคิดกันต่อไป

