พาทัวร์ ไฮไลต์ อภิมหาโครงการเมือง ‘ไอคอนสยาม’
ประกาศศักดา “ความเป็นไทย” ไปอย่างยิ่งใหญ่ ในพิธีเฉลิมฉลองการเปิดอภิมหาโครงการเมือง “ไอคอนสยาม”
ไฮไลต์ – ที่ได้รับความสนใจจากคนไทยทั่วประเทศ ดันให้แฮชแท็กทั้งในภาษาไทยและอังกฤษขึ้นเทรนด์ฮิตทวิตเตอร์อย่างยาวนานตลอดทั้งวัน
แต่ดูเหมือนว่า “เซอร์ไพร์ส” ยังไม่หมดเพียงเท่านี้
เพราะที่เปิดตัวไปนั้นเป็นเพียง 80% ของทั้งหมด กล่าวคือ เปิดให้ใช้งานทั้งหมด 9 ชั้น ตั้งแต่ชั้น G – ชั้น 5

ภายใน 2 อาคารติดกันคือ “ไอคอนสยาม” อาคารหลักที่มีร้านค้าและบริการ รูปแบบอาคารได้แรงบันดาลใจมาจาก การสักการบูชาแม่น้ำของคนไทยด้วยเครื่องบรรณาการคือ กระทงและบายศรี ขณะที่ “ไอคอนลักซ์” ออกแบบในรูปทรงเสมือนกระทงแก้ว ด้วยเป็นอาคารกระจกพิเศษจับจีบซ้อนในลักษณะแนวตั้งยาวตลอด เป็นโครงสร้างแบบ “ไร้เสา” ที่ยาวที่สุดในโลก
และด้วยโครงสร้างภายในอาคารส่วนมากเป็น “กระจก” จึงทำให้บรรยากาศในการเดินชมสินค้ามีความปลอดโปร่ง เหมือนเดินอยู่บนถนนในเมือง มองเห็นทัศนวิสัย 360 องศา



โดยแต่ละชั้นต่างมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน อาทิ ชั้น G เป็นแหล่งรวมอาหารเครื่องดื่มและของที่ระลึกตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นของไทย รวมไปถึงจากแบรนด์ของต่างประเทศ โดยในชั้นนี้สามารถเชื่อมต่อไปยัง “สุขสยาม” อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยามด้วย
ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ปธ.เจ้าหน้าที่บริหารสุขสยาม กล่าวว่า สุขสยามเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของไอคอนสยาม ซึ่งโจทย์คือ การนำเสนอ “ความเป็นไทย” บนพื้นที่ 10 ไร่ อันดับแรกเลยคือ ต้องทำยังไงให้สุขสยามมีความบาลานซ์กันระหว่างยุคเก่ากับสมัยใหม่ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการคิดกันจนตกผลึก เพื่อให้คนที่เข้ามาแล้วได้รับ “ความสุข” กลับไป จึงนำเสนอพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมกันภายใต้คอนเซ็ปต์ “เมืองสารพัดสุข สนุกแบบไทย” กับงานศิลป์ อาหาร และภูมิปัญญาจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 4 ภาค “ตะลอนกรุง แอ่วเหนือ เบิ่งอีสาน ล่องใต้”

ทั้งนี้ ยังมีฝั่งของ “สยาม ทาคาชิมายะ” ห้างสรรพสินค้า “แห่งแรก” ของญี่ปุ่น ที่มีประวัติมายาวนาน ยกมาเปิดที่ไทยเป็นครั้งแรกด้วย
ถัดขึ้นมาชั้น UG (Upper Ground) ยังคงเน้นเรื่องอาหาร เครื่องดื่มและบริการ และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไอคอนสยามและสถานีรถไฟฟ้าไอคอนสยาม (อยู่ระหว่างการดำเนินก่อสร้าง)
และในชั้น M อาณาจักรแห่งแฟชั่น รวบรวมแบรนด์ดังระดับโลกมากมายมาไว้ในชั้นนี้ โดยแต่ละแบรนด์ต่างเป็นแฟล็กชิปส์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และถูกออกแบบให้มีความเป็นไทยร่วมด้วย อาทิ แบรนด์ดังอย่าง “หลุยส์ วิตตอง” ที่ออกแบบร้านโดยศิลปินคนไทย ใช้วัสดุไทยและผ้าไทยในการออกแบบ, แบรนด์ COS (Collection of Style) สาขาไอคอนสยาม เป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ชั้น 1 เป็นศูนย์รวมแอ๊กเซสซารีแฟชั่นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยจะเป็นแบรนด์ที่มีความเป็นวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น อาทิ CPS, H&M, แบรนด์รองเท้า Adidas Original Store ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และแบรนด์ดังสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Onitsuka Tiger นอกจากนี้ ยังมีโชว์รูมรถหรูและซุปเปอร์คาร์ อาทิ Benz, BMW, Porshce และ Rolls Royce
ชั้น 2 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทั้งแฟชั่น ความงาม และบริการ โดยในชั้นนี้มีไฮไลต์อยู่ที่ “Apple Store” สาขาแรกของเมืองไทย
ต่อที่ชั้น 3 โลกแห่งเทคโนโลยีและกีฬา ได้ JD Sports ร้านแฟชั่นกีฬาจากอังกฤษมาเปิด “สาขาแรกในไทย” ชั้น 4 รวบรวมสินค้าและบริการทั้งนวัตกรรม ของแต่งบ้าน และชั้น 5 พื้นที่แห่งความสุขสำหรับครอบครัว และการทำธุรกรรม
ทั้งนี้ ชั้น 6 สรวงสวรรค์แห่งการกินดื่ม จะเปิดตัวในต้นเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่ชั้น 7-8 ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์ประชุมที่รองรับการประชุมและการแสดงระดับโลก รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์มาตรฐานสากลที่จะหมุนเวียนมาจัดแสดง เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงศิลปวัฒนธรรม ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในเดือนกรกฎาคม 2562
ชฏาทิพย์ จูตระกูล กล่าวว่า ไอคอนสยามเกิดขึ้นจากพลังการร่วมมือของทุกๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะ “เดอะเมกเกอร์” หรือ “ผู้สร้างสรรค์” ประกอบด้วยสถาปนิก วิศวกร ตลอดจนศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน และคณะทำงาน ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี รวมทั้งหมดแล้วกว่า 3 แสนคน


เป็นความภาคภูมิใจที่ได้สะท้อน “ความเป็นไทย” ให้โลกได้ประจักษ์
“ไอคอนสยาม” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 525,000 ตารางเมตร ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีจุดที่สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ 2 ส่วน คือ “ริเวอร์ พาร์ค” ท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยาที่เมื่อลงเรือและเดินเข้ามาภายในอาคารจะเจอกับเสาสูง 16 เมตร 4 ต้น ผลงานของอาจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ การจิตรกรรม ที่เป็นดั่งประตูคอยต้อนรับแขกที่มาเยือน
นอกจากนี้ ยังมี “เสาแห่งมงคล” 8 ต้น พิมพ์และซิลค์สกรีนลวดลายประดับด้วยใบไม้ประดู่ที่สะท้อนความสงบร่มเย็น และใบไม้จากต้นราชพฤกษ์สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง สอดคล้องเข้ากับสีทองคือความเรืองรอง เป็นตัวแทนของความรุ่งโรจน์ทั้งปวง ออกแบบโดย ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ เพื่อเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง ผ่านใบไม้ประดู่ที่สะท้อนความสงบร่มเย็น และใบไม้ต้นราชพฤกษ์



ส่วน “ไอคอนสยาม พาร์ค” หรือ “สกาย การ์เดน” พื้นที่โปร่งติดกับแอปเปิล สโตร์ ที่ออกแบบให้มีม้านั่งทรงกลม สามารถมองเห็นวิวที่สวยงามในช่วงถนนราชดำริ ตึกมหานคร ถนนสีลม และทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันงดงาม ตลอดจนสามารถเดินเล่นในยามบ่ายได้อย่างชิล…ชิล ด้วยมีอากาศเย็นสบาย แม้แต่ในช่วงเวลาบ่ายที่จะไม่มีแสงแดดตกกระทบด้วยออกแบบให้ตึกบังเอาไว้
นอกจากเป็นอาณาจักรศูนย์การค้าแล้ว “ไอคอนสยาม” ยังมีผลงานชิ้นเอกที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์และคุณค่า เพราะผ่านกระบวนการคิดและแฝงไปด้วยนัยยะที่ลึกล้ำ จัดแสดงอยู่ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลงานการจัดดอกไม้ของผู้เชี่ยวชาญอย่าง สกุล อินทกุล ที่มาภายใต้คอนเซ็ปต์ “9 อัญมณี” เสาจิตรกรรมจากสี่ภาคของไทย รูปปั้นผีตาโขน ประทีปต้นผึ้ง หนังตะลุง และภาพถ่ายจากศิลปินแห่งชาติกว่า 400 ภาพ


ส่วนใครที่ชอบงาน “คราฟต์” ก็สามารถเข้าไปชมได้ในโซน “ไอคอนคราฟต์” ที่รวบรวมงานคราฟต์แบบร่วมสมัยในหลากหลายประเภทมาจัดแสดงให้ชม และเป็นการเพิ่มโอกาสตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้วาดลวดลาย
อย่างไรก็ตาม หากเดินชมสินค้าอยู่แล้วพบกับ “ป้ายปักหมุดเช็กอินสีทอง” ซึ่งเขียนไว้ว่า “ICONSIAM” นั่นคือจุดถ่ายรูปที่ทางไอคอนสยามแนะนำว่าจุดนี้ “ถ่ายแล้วสวย”


อภิมหาโครงการเมือง

