รู้จัก ‘บัตเลอร์’ ผู้ดูแลส่วนตัวไฮโซ-เศรษฐี อาชีพใหม่รายได้หลักแสน
ภาพของชายใส่สูทลองเทล คอยจัดการเรื่องราวต่างๆ ภายในคฤหาสน์หรู ที่อยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด อาจจะเป็นภาพติดตาของใครหลายคนเป็นอย่างดี กับภาพลักษณ์นักจัดการปัญหามือฉมังของเจ้านาย
แม้ว่าในชีวิตจริง เราอาจจะไม่ได้เห็นพวกเขาเหล่านี้สักเท่าไหร่
บัตเลอร์ – แต่กับยุคสมัยที่เปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ของคนเราก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ธุรกิจลักชัวรี่เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐียอมจ่ายเงินเพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น เป็นที่มาให้ เล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ทายาทปาร์คนายเลิศ ลุกขึ้นมาจับกระแสตรงนี้ เปิด นายเลิศ บัตเลอร์ ขึ้น
โดยดึงสถาบันบริติช บัตเลอร์ ชื่อดังจากอังกฤษมาเปิดหลักสูตรสอนความเป็นมืออาชีพให้กับเหล่าบัตเลอร์ พร้อมได้ แกรี่ วิลเลียมส์ ผู้อำนวยการสถาบันบริติช บัตเลอร์ ผู้มีประสบการณ์อย่างยาวนาน กับการเป็นบัตเลอร์ให้ราชวงศ์เวลส์, มาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกฯอังกฤษ, ดารานักแสดง และมหาเศรษฐีระดับโลก บินมาสอนด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นของการเปิดหลักสูตรนี้
ณพาภรณ์เผยว่า เราจะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ ธุรกิจลักชัวรี่เปิดขึ้นในไทยเยอะมาก จึงคิดว่าเราควรเสริมให้ธุรกิจนี้ดีขึ้น แน่นอนคนไทยให้บริการดีอยู่แล้ว มีเซอร์วิส มายด์ แต่ส่วนใหญ่คนชอบคิดว่าเราดีเพราะยิ้มเก่ง จึงคิดว่าเราควรเสริมความเป็นมืออาชีพกับการเป็นบัตเลอร์ เมื่อคิดแล้วจึงไปเสิร์ชดูว่าที่ไหนที่ดีในโลก จนไปเจอแกรี่ อีเมล์ไปขอซื้อแฟรนไชส์เขา บอกประวัติและความตั้งใจจริงของเรา ที่อยากพัฒนาภาคบริการในภูมิภาคให้ดีขึ้น เมื่อเขาเห็นเราจึงสนใจในแบ๊กกราวน์ของเรา และดีลสำเร็จในที่สุด
“ก่อนจะนำเข้ามาได้ เล็กต้องบินไปเรียนเองที่อังกฤษ ไปถือถาด เรียนรู้ทั้งหมดทั้งบัตเลอร์ที่ดีเป็นเช่นไร ซึ่งเราตั้งใจจริง หลักสูตรนี้เปิดที่ไทยมาแล้ว 6 เดือน มีแกรี่บินมาสอนแล้ว 3 ครั้ง ได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าของโรงแรม พนักงาน นักเรียนโรงแรม หรือแม้แต่โรงหนัง คอนโด เรือยอชต์ สอนสิ่งต่างๆ อาทิ การเตรียมความพร้อม การดูแลแขกสำคัญ ความรู้เกี่ยวกับไวน์ ซิการ์ การเข้าใจในวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจนายได้แท้จริง ซึ่งคนที่จบออกไปก็ไปทำงานหลากหลาย บางคนมีรายได้หลักแสนบาท” ณพาภรณ์เผย



เจาะลึกอาชีพบัตเลอร์ ‘เงาของเจ้านาย’
เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นบัตเลอร์มากขึ้น จึงได้ แกรี่ วิลเลียมส์ พาไปเจาะอาชีพนี้มากขึ้นว่า การเป็นบัตเลอร์ก็เหมือนเป็นเงาของเจ้าของ ที่ต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้านาย และยืดหยุ่นได้ อย่างคนไทยมีเอกลักษณ์ วัฒนธรรมเฉพาะอย่าง ก็ต้องรู้จักเรียนรู้ บัตเลอร์ที่ดีนั้นต้องเก็บความลับให้กับเจ้านายได้ บ่งบอกว่าถูกสอนมาเป็นอย่างดีเพื่อให้คนที่เราดูแลได้รับความใส่ใจสูงสุด รู้จักคาดการณ์ล่วงหน้า และสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
โดยห้ามทำสิ่งผิดกฎหมาย บอกความลับของคนในบ้าน แต่ควรรู้จักกฎเหล็กต่างๆ ของเจ้านายให้ดี เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างมารยาทบนโต๊ะอาหาร รวมไปถึงการรู้จักดูแลบรรยากาศในงานปาร์ตี้ก็ต้องทำให้ได้
ขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งบัตเลอร์หนุ่มที่บินตรงไปเรียนที่อังกฤษ ก่อนกลับมาทำหน้าที่นี้ โดยหลายคนอาจเห็นหน้าค่าตาจาก This is me Vatanika อย่าง

เทรนท์ ฤกษ์สังเกตุ นายเลิศบัตเลอร์ ที่เผยว่า อาชีพบัตเลอร์เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน คือทาสที่คอยดูแลไวน์ให้เจ้าของบ้าน ก่อนจะแพร่หลายไปเรื่อยๆ ได้รับความนิยมมากที่อังกฤษ ส่วนใหญ่เราอาจจะเห็นบัตเลอร์ตามโรงแรม ทำหน้าที่ดูแลแขกตั้งแต่ลงเครื่องบินถึงส่งกลับบ้าน แนะนำการท่องเที่ยว จัดทริป แต่ยุคสมัยนี้นักธุรกิจ มหาเศรษฐี นิยมจ้างคนมาดูแลบริหารจัดการสิ่งต่างๆ แทนมากขึ้น เพราะภาระหน้าที่การงานเยอะขึ้น บัตเลอร์ส่วนตัวก็มีรายละเอียดต่างกันไป เช่น ต้องวางแผนทางการเงิน รู้จักบริหารคนในบ้าน รู้ว่าเจ้านายตื่นนอนจะรับประทานอะไร เตรียมอะไร จัดงานปาร์ตี้ก็ต้องรู้ว่าจะเสิร์ฟอะไร อย่างงานเลี้ยงก็ต้องรู้ว่าให้ใครนั่งข้างใคร คนพูดเยอะควรนั่งจุดไหนของโต๊ะ เพื่อให้บรรยากาศในงานเป็นไปด้วยดี หรือบนเรือยอชต์ก็ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย
“หลายคนคิดว่าเราทำงาน 24 ชั่วโมง และอยู่ในสูทลองเทลเสมอ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย เราทำงาน 6-8 ชั่วโมง ก่อนส่งต่อให้กับเวรต่อไป และแต่งตัวตามที่เจ้านายสั่ง หรือตามมารยาทในงาน จุดสำคัญของการทำงานบัตเลอร์จึงเป็นทีมเวิร์ก ทั้งการสื่อสารกับนาย กับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าระดับไหน ต้องช่างสังเกตทั้งเรื่องเล็กและใหญ่ รวมไปถึงหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมอยู่เสมอ เพื่อให้งานบริการของเราออกมาดีที่สุด” เทรนท์เผย
อีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตา
ขนบ ‘ดื่มชาอังกฤษ’ แบบดั้งเดิม
เรียกว่าเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมาเป็นเวลานาน สำหรับการดื่มชายามบ่าย ที่มีทั้งแบบอาฟเตอร์นูน ที และไฮที ซึ่ง ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ได้เชิญ แกรี่ วิลเลียมส์ ผอ.สถาบันบริติช บัตเลอร์ มาทำความรู้จักกับ ไฮที อย่างแท้จริง
แกรี่เผยว่า ประวัติของไฮทีนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1840 เมื่อดัชเชส ออฟ เบดฟอร์ด ได้เชื้อเชิญเพื่อนๆ มาดื่มชา ซึ่งปกติแล้วคนอังกฤษจะรับประทานมื้อเช้าและค่ำ ดัชเชสจึงได้เตรียมอาหารเสิร์ฟในช่วงบ่ายเพื่อดับความหิว จนกลายเป็น อาฟเตอร์นูน ที ซึ่งจะเสิร์ฟเวลาบ่าย 3-5 โมงเย็น บนโต๊ะเตี้ย และเมนู 4 คอร์ส แขกชนชั้นสูงจะแต่งกายด้วยชุดสมาร์ท แคชชวล มาพูดคุยเรื่องสบายๆ จนกระทั่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่อาฟเตอร์นูน ที กลายเป็นไฮที เปลี่ยนจากโต๊ะเตี้ยเป็นโต๊ะสูงแทน
การดื่มชาในอดีตจะต้องเสิร์ฟชาเป็นอันดับแรก
โดยชา 1 กา สำหรับแขก 2 ท่าน ใส่ชา 3 ช้อนเน้นปริมาณชาที่เข้ม โดยมีกาสำหรับเติมน้ำร้อน และเหยือกใส่นมเย็น พร้อมเลมอน น้ำตาล ในระยะหลังได้มีการพัฒนาใช้ถุงชา โดยยังเป็นอัตราส่วนเท่าเดิม การจะคนชาก็ควรเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา





สำหรับเมนูทั้ง 4 คอร์สนั้น เริ่มจาก แซนด์วิช ทรง 4 เหลี่ยม ง่ายต่อการใช้มือหยิบกิน ต่อด้วยสโคนไม่มีไส้ รับประทานคู่กับแยมหรือครีม โดยจะต้องเสิร์ฟเครื่องเคียงนี้ก่อนสโคนเสมอ จากนั้นจึงเป็นการเสิร์ฟขนมปังต่างๆ ตามด้วยเมนูสุดท้ายคือผลไม้ ซึ่งแต่ละเมนูนั้นต้องเสิร์ฟจากขวาและเก็บทางด้านซ้าย รวมถึงเปลี่ยนจานใหม่ทุกเมนู บัตเลอร์ 1 คน จะดูแลแขกจำนวน 6 คนด้วยกัน
ในระยะหลัง ด้วยเวลาที่เร่งรีบ ทำให้โรงแรมต่างๆ เสิร์ฟคอร์สต่างๆ ลงบนชั้น 3 แทน และมีการเสิร์ฟแชมเปญร่วมด้วย ซึ่งแกรี่เผยทริกเล็กๆ ว่า
หากได้รับเชิญเป็นแขก การวางผ้ากันเปื้อนไว้บนพนักเก้าอี้เมื่อไปธุระ จะบ่งบอกว่าเราจะกลับมาอีกครั้ง หรือการพับผ้ากันเปื้อนควรพับต่อกัน 2 ทบ ก่อนวางที่ตัก เพื่อจะได้พลิกนำมาเช็ดปากได้ง่าย

