คอลัมน์ ตามรอยพ่อไปชิม : ข้าว (Khao) ร้านอาหารไทยโดดเด่นด้วยความทันสมัย ละเมียดละไมอย่างลงตัว

18.11.18 | 20:56 น.
เมนูใหม่ น้ำพริกไข่ปู

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ มีร้านอาหารไทยที่ผสมผสานความละเมียดละไมอย่างไทยๆ เข้ากับความโมเดิร์นทันสมัยได้อย่างโดดเด่นลงตัวมากมาย แต่ละเจ้าต่างก็นำเสนอเอกลักษณ์ของอาหารไทยในรูปแบบแตกต่างกัน ชวนให้ค้นหาน่าลิ้มลอง

หนึ่งในนั้นคือร้านซึ่งตั้งชื่ออย่างง่ายๆ แต่ลงตัวว่า ร้านข้าว (Khao) ของ เชฟวิชิต มุกุระ เชฟอาหารไทยชั้นแนวหน้าของเมืองไทย เพิ่งย้ายร้านใหม่มาอยู่ใน ซอยเอกมัย 10 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (พ.ย. 2560) เข้าจากถนนเอกมัย สุขุมวิท 63 มาไม่กี่ร้อยเมตร ร้านข้าวจะอยู่ทางซ้ายมือ

ร้านข้าวแห่งใหม่นี้ดูเนี้ยบโอ่โถงสว่างไสว ตกแต่งด้วยไม้ในโทนสีอบอุ่น ออกแบบประยุกต์ให้เหมือนยุ้งข้าวผสมกับฉางเกลือ กรุกระจกใสล้อมรอบสบายตา มีครัวเปิดโชว์ให้เห็นการทำอาหารอย่างเต็มที่ มีที่นั่งให้เลือกทั้งโซนสำหรับสั่งอาหารตามเมนูทั่วไป และห้องเชฟเทเบิ้ล ซึ่งมีเพียงห้องเดียวเท่านั้น สำหรับผู้ที่จองมาเป็นหมู่คณะ (4-13 คน) ส่วนตัว โดยเชฟวิชิตจะจัดเมนูพิเศษสุดให้เลือก 3 แบบ มีทั้ง 6-8-10 คอร์ส (ท่านละ 4,990++, 7,500++, 9,990++)

คอนเซ็ปต์อาหารของที่นี่คือเมนูคุ้นเคยของคนไทย เน้นอาหารไทยภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะบรรจงทำอย่างพิถีพิถัน คัดสรรแต่วัตถุดิบชั้นดี เน้นแต่ของสด โดยที่นี่จะไม่มีตู้แช่แข็งเลยเป็นอันขาด แกงจะทำใหม่ทุกจานทุกเมนู แค่ข้าวหอมก็กินขาดแล้ว เพราะเชฟวิชิตเลือกข้าวหอมมะลิแดงจากบุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าอาวาสจัดการให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลงแขกช่วยกันปลูกข้าวปลอดสารพิษ ส่วนข้าวหอมมะลิขาวนั้นมาจากอุบลราชธานี

Advertisement

ผ่านมาไม่ถึงปี เชฟวิชิตกำลังจะเปลี่ยนเมนูเพิ่มมาใหม่อีกเพียบ ส่วนเมนูขายดีของเดิมก็ยังมีคงอยู่ สำหรับของกินเล่นนั้นจะมี กุ้งกระเบื้อง ช่อม่วง และ ลาบเป็ดหนังกรอบๆ เพิ่มขึ้นมา

ส่วนเมนูดั้งเดิมยอดฮิตอย่าง ทอดมันกุ้งหมึก ที่รับรองว่าหน้าตารสชาติไม่ซ้ำใคร ก็ยังคงมีไว้ให้เชยชม เชฟวิชิตได้แรงบันดาลใจจากหินแกรนิต ใส่ดีหมึกสีดำกับเนื้อหมึกสีขาวผสมเนื้อกุ้ง กลายเป็นทอดมันดำสลับขาวเนื้อเด้งดึ๋ง

หมี่กรอบโบราณ
ลาบปลากะพงมะแขว่น

นอกจากนี้ก็มี หมี่กรอบโบราณ เป็นอย่างกรอบร่วนเหมือนที่กินตอนเด็ก ใส่ผิวส้มซ่าครบเครื่องขนานแท้ และ ยำส้มโอ รสจัดจ้าน กับ ลาบปลากะพงมะแขว่น ใส่มะแขว่นเหมือนลาบเมืองทางเหนือจึงมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เมนูดั้งเดิมเหล่านี้ยังมีอยู่ครบถ้วน

สำรับอาหารไทยแท้จะขาดน้ำพริกไปไม่ได้ ซึ่งคืนนั้นผมโชคดีมากที่เป็นคนแรกๆ ที่ได้ลิ้มลองน้ำพริกเมนูใหม่คือ น้ำพริกไข่ปู ใส่ไข่ปูม้าหอมมันมาไม่ยั้ง ตำรสจัดจ้านสะใจจริงๆ มาเป็นชุดคู่กับไข่ต้มยางมะตูม ปลาทู ผักสด ผักลวก ชะอมชุบไข่ทอดเช่นเคย ส่วนน้ำพริกของโปรดที่มีอยู่ในเมนูเดิมก็คือ น้ำพริกกะปิกุ้งแห้ง (280 บาท) ซึ่งนอกจากจะย่างกะปิแล้ว ยังนำกะปิระยองไปผัดก่อนจนหอม แล้วค่อยมาตำเป็นน้ำพริกใส่กุ้งแห้ง เสิร์ฟมาเป็นชุดเช่นกัน

ของน้ำๆ ซดๆ ต้องสั่ง ต้มส้มปลากระบอก สดอร่อยรสชาติดั้งเดิมเปรี้ยวอมหวาน สูตรนี้เพิ่ม ผักแขยง ลงไปทำให้มีกลิ่นหอมๆ ไม่เหมือนใคร แน่นอนว่า ต้มยำกุ้งและต้มยำกุ้งแม่น้ำ ยังเป็นเมนูยอดนิยม และจะมีเมนูใหม่ๆ อย่างเช่น หมูสับต้มบ๊วยใส่ผักชี และ ต้มแซ่บเนื้อเปื่อย มาเพิ่มเพื่อให้มีรสชาติหลากหลายอีกด้วย

ส่วนแกงเผ็ดนั้น ต้องสั่ง แกงเผ็ดปูใบชะพลู ใส่เนื้อปูสดหวานเป็นก้อนๆ รสชาติเข้มข้น กินกับขนมจีนเข้ากันดี ตอนที่ไปชิมมีเมนูพิเศษคือ แกงเผ็ดหมูหรือเนื้อใส่กล้วยดิบ เหมือนทางใต้ที่ใส่ลูกกล้วย แต่รสชาติเป็นแกงเผ็ดภาคกลาง ถ้ายังมีอยู่ให้สั่งด้วยนะจ๊ะ แกงกะหรี่น่องแกะ ใส่น่องแกะออสเตรเลีย ก็เป็นเมนูขายดีเช่นกัน

แกงเผ็ดปูใบชะพลู
เนื้อย่างข้าวคั่วจิ้มแจ่ว

แก้เผ็ดด้วย ไข่เจียวปู ก้อนหนาๆ โตๆ ใส่เนื้อปูเป็นก้อนๆ โหระพา กระเทียมซอย และพริกชี้ฟ้า ไข่ลูกเขย ก็สุดยอดมาก ไข่แดงเป็นยางมะตูม ซอสไข่ลูกเขยเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียกรสอมหวาน หอมสดชื่นมาก ส่วนผัดผักให้สั่ง ถั่วพูผัดกะปิ แกล้มด้วยกุ้งแห้งตัวเล็กๆกรอบหอมอร่อย

ใครชอบกินเนื้อต้องสั่ง เนื้อย่างข้าวคั่วจิ้มแจ่ว ทั้งนุ่มและหอม จิ้มแจ่วข้าวคั่วใส่น้ำมะขามปรุงรส เป็ดซอสมะขามส้มซ่า ก็เป็นเมนูขายดี มีทั้งน่องเป็ดตุ๋นกับน้ำมะขามจนนุ่ม และอกเป็ดอบแล้วทอดจนหนังกรอบ จานนี้เพิ่มกลิ่นหอมของส้มซ่าลงไปด้วย อีกทั้งยังมีเมนูขายดี ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรนี้ใส่น้ำปลาหวานที่ปรุงรสอมเปรี้ยวนิดนึงด้วย ส่วน พริกขิงปลาดุกฟู ใส่ไข่แดงเค็มปั้นเป็นก้อนพอดีคำ ก็จะทำเป็นเมนู Take Away ให้ซื้อกลับบ้านได้ด้วย นอกจากนี้เชฟวิชิตยังเพิ่มเติมเมนูพรีเมียมที่ใช้ของดีๆ เข้าไปอีก เช่น กุ้งแม่น้ำทอดซอสมะขาม ตัวโตๆ

บัวลอยไข่เค็ม

ยังอิ่มไม่ได้นะจ๊ะ เพราะมีของหวานพิเศษสุด เฉาก๊วยตากบ ทำเป็นก้อนกลมๆ เล็ก แกล้มด้วยแปะก๊วย และ บัวลอยไข่เค็ม หอมหวานมันสุดยอด ซึ่งเมนูของหวานใหม่ๆ นั้นจะมีเพิ่มมาอีกเพียบ เช่น ข้าวฟ่างเปียก ขนมอินทนิล สังขยาน้ำตาลไหม้ คล้าย Creme Brulee

ร้านข้าวนี้เหมาะสำหรับมาเลี้ยงฉลองในโอกาสพิเศษเป็นหมู่คณะ ในบรรยากาศผ่อนคลาย หรือจะพาครอบครัวมาชิมพร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีเช่นกัน เปิดบริการทุกวัน มื้อเที่ยงตั้งแต่เที่ยงถึงบ่าย 2 โมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมงครึ่ง ส่วนมื้อค่ำตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ควรโทรจองล่วงหน้าก่อนที่เบอร์ 0-2381-2575 และ 09-8829-8878 นะจ๊ะ

ทอดมันกุ้งปลาหมึก

 


 

ข้าว (Khao)

โดย เชฟวิชิต มุกุระ

ที่ตั้ง 15 ซ.เอกมัย 10 ถนนสุขุมวิท63(เอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

โทร 0-2381-2575, 09-8829 8878

เปิดบริการ 12.00-14.00 น. (เสาร์-อาทิตย์ 10.00-14.30 น.)

และ 18.00-22.00 น. (ครัวปิด) ทุกวัน

แนะนำ กุ้งกระเบื้อง ช่อม่วง ลาบเป็ดหนังกรอบๆ ทอดมันกุ้งหมึก หมี่กรอบโบราณ ยำส้มโอ ลาบปลากะพงมะแขว่น น้ำพริกไข่ปู น้ำพริกกะปิกุ้งแห้ง ต้มส้มปลากระบอก ต้มยำกุ้ง/กุ้งแม่น้ำ หมูสับต้มบ๊วยใส่ผักชี ต้มแซ่บเนื้อเปื่อย แกงเผ็ดปูใบชะพลู แกงเผ็ดหมูหรือเนื้อใส่กล้วยดิบ (เมนูพิเศษ) แกงกะหรี่น่องแกะ ไข่เจียวปู ไข่ลูกเขย ถั่วพูผัดกะปิ เนื้อย่างข้าวคั่วจิ้มแจ่ว เป็ดซอสมะขามส้มซ่า ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ พริกขิงปลาดุกฟู กุ้งแม่น้ำทอดซอสมะขาม เฉาก๊วยตากบ บัวลอยไข่เค็ม ข้าวฟ่างเปียก ขนมอินทนิล สังขยาน้ำตาลไหม้