ตอนที่สำนักงานเพื่อความปลอดภัยในการคมนาคม (ทีเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกา ประกาศที่จะนำเอาอุปกรณ์สแกนตรวจสอบร่างกายผู้โดยสารแบบ “เต็มตัว” ที่ท่าอากาศยาน เพื่อตรวจหาอาวุธและสิ่งของต้องสงสัยซึ่งอาจใช้เป็นอาวุธในการก่อเหตุก่อการร้ายได้ มาติดตั้งเพื่อใช้งานตามสนามบินและท่าอากาศยานนานาชาติต่างๆ ตั้งแต่ปี 2009 นั้น ได้รับการต่อต้านอยู่พอสมควร
อุปกรณ์ดังกล่าวเรียกกันทั่วไปว่า “ฟูล-บอดี้ สแกนเนอร์” มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “มิลลิเมตรเวฟ แอดวานซ์ อิเมจจิ้ง เทคโนโลยี” หรือ “เอไอที” ซึ่งปัจจุบันนี้มีการใช้งานกันอยู่อย่างน้อย 740 ชุดทั่วสหรัฐ
เทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์ “ฟูล-บอดี้ สแกนเนอร์” นั้นเรียกกันว่า “แอ๊กทีฟ มิลลิเมตร เวฟ อิเมจจิ้ง” อธิบายง่ายๆ ว่า คือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (อิเล็กทรอแม็กเนติก) ที่มีขนาดความยาวคลื่นในระดับมิลลิเมตร ยิงออกจากแหล่งกำเนิดไปยังเป้าหมายที่ต้องการสแกน แล้วใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นสะท้อนกลับจากเป้าหมาย มาใช้ประมวลผลสร้างเป็นภาพขึ้นแสดงผ่านหน้าจอ
ข้อทักท้วงที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยผู้ประท้วงอุปมาเอาไว้ว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวเหมือนกับการไปยืนแก้ผ้าเปลือยกายอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ เรื่อยไปจนถึงปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัดว่า การยิงคลื่นดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายคนเรานั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้นั้น
ที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านเสื้อผ้าหนาๆ ที่ใส่แบบหลวมกว้างได้ ไม่สามารถทะลุผ่านผ้าโพกหัว หรือเทอร์บัน, ฮิญาบ, บูร์กา ได้ และไม่สามารถมองเห็นผ่านเฝือก, ขาเทียม ได้เช่นกัน ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างผู้ตรวจกับผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้าเหล่านั้นซึ่งมักเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นระยะๆ
นอกจากนั้นยังเริ่มมีปัญหาในทางปฏิบัติมากขึ้นตามลำดับ เมื่อจำนวนผู้เดินทางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะเวลาที่ต้องเผื่อไว้สำหรับการผ่านเครื่องตามมาตรการรักษาความปลอดภัยยิ่งยืดยาวมากขึ้นตามลำดับ
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ทางทีเอสเอเลยไฟเขียวให้มีการทดสอบใช้เทคโนโลยีใหม่ ในการสแกนร่างกายแบบเต็มตัวเช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนเป็นระบบที่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้งานเอไอทีที่ผ่านมาให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ระบบสแกนด้านความปลอดภัยใหม่นี้ เรียกกันว่า เทคโนโลยี “แพสซีฟ เทราเฮิรตซ์” ยังคงใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่เช่นเดิม แต่เป็นการใช้งานในลักษณะแพสซีฟและใช้คลื่นในย่านเทราเฮิรตซ์ แทนที่จะเป็นมิลลิเมตรเวฟ
แพสซีฟ เทราเฮิรตซ์ ไม่ได้ยิงคลื่นเข้าใส่ร่างของบุคคลโดยตรง แต่ใช้วิธีการกระจายคลื่นครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการ เพื่อใช้เป็นตัวดักจับคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคล ป้อนเข้าสู่เซ็นเซอร์สำหรับนำไปสร้างเป็นภาพแสดงขึ้นหน้าจอ โดยอาศัยหลักการที่ว่าการแผ่ความร้อนของวัสดุ กับความร้อนที่แผ่ออกจากร่างกายคนเรานั้น มีระดับแตกต่างกัน มาใช้เป็นข้อมูลในการสร้างภาพ
วิธีนี้นอกจากจะทำให้สามารถตรวจสอบได้จากระยะไกลกว่า ได้จำนวนคนมากกว่าแล้วยังไม่มีความคมชัดเท่ากับ เทคโนโลยี แอ๊กทีฟ มิลลิเมตรเวฟ ลดทอนปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวลงไปได้ในตัว
อุปกรณ์ใหม่ที่ทีเอสเอนำมาทดลองนี้ เป็นของบริษัท “ธรูวิชั่น” (Thruvision) จากประเทศอังกฤษ เควิน เกรเมอร์ รองประธานบริษัท ธรูวิชั่น อเมริกาส์ ที่นำเสนออุปกรณ์นี้ให้ทีเอสเอทดสอบที่สำนักงานในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนนำไปทดลองใช้ในท่าอากาศยานหลายแห่ง อ้างว่ามันสามารถสแกนคนได้สูงสุดถึง 2,000 คน/ชม. โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าอุปกรณ์ แต่สามารถซ่อนอุปกรณ์ไว้ห่างได้สูงสุดถึง 25-30 ฟุต (ระหว่าง 7-9 เมตร)
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ระบบรถไฟใต้ดินในนครลอสแองเจลิส นำเอาอุปกรณ์เดียวกันนี้ไปติดตั้งทดลองใช้งาน โดยแผนกบังคับใช้กฎหมาย ในสังกัดสำนักงานการขนส่งมหานครของลอสแองเจลิส เคาน์ตี เป็นแห่งแรก ภายใต้ความเห็นชอบของทีเอสเอ เพื่อกลั่นกรองผู้โดยสารที่มีราวๆ 150,000 คน/วัน และมากกว่า 112 ล้านคน/ปี
ทีเอสเอไม่ได้ทดลองเทคโนโลยีนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กำหนดจะทดลองอุปกรณ์จากอีกหลายบริษัทที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย
เพื่อคัดสรรมาใช้ทั้งเสริมและทดแทนเทคโนโลยีฟูล-บอดี้ สแกนเนอร์ เดิมในอีกไม่นานนั่นเอง

