ยูเอ็นวูเมน ชวนทาลิปสติก ‘สีส้ม’ รณรงค์ยุติความรุนแรง แคมเปญ #HEARMETOO
HEARMETOO – เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น วูเมน (UN Women) ร่วมกับกลุ่มบริษัทในเครือ WPP Marketing Communications เปิดตัวแคมเปญ “ยุติความรุนแรงทางเพศ #HEARMETOO หรือ #มีอะไรจะบอก“
โดย นางมณฑิรา นาควิเชียร เจ้าหน้าที่ชำนาญการงานสื่อสารองค์กร ยูเอ็น วูเมน สำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า จากสถิติของยูเอ็น วูเมนพบว่า ผู้หญิง 1 ใน 3 ทั่วโลกและไทย มีประสบการณ์ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ ซึ่งพบอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ขณะที่สถิติภาพรวมพบมีมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงผู้ถูกกระทำที่กล้าออกมาบอกความจริง จากที่ผ่านมาปัญหานี้มักถูกมองข้าม ผู้เสียหายถูกทำให้ไร้ตัวตน และตั้งคำถามกับผู้เสียหาย เช่น ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ทำไมวันนั้นแต่งตัวอย่างนั้น จนทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิดเสียเอง ที่ผ่านมาจึงมีการรณรงค์ แฮชแท็ก #Metoo เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ และเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งประสบความสำเร็จมาก
นางมณฑิรากล่าวอีกว่า ล่าสุดยูเอ็น วีเมนได้เปิดตัวการรณรงค์แคมเปญ #HEARMETOO หรือ #มีอะไรจะบอก เพื่อต้องการให้ผู้หญิงหรือผู้ถูกกระทำความรุนแรง กล้าออกมาถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในสังคม โดยชวนคนในสังคมและผู้ถูกกระทำความรุนแรงมาร่วมรณรงค์ยุติปัญหาด้วยการ
- ทาลิปสติกสีส้ม แล้วโพสต์ภาพลงในโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #HEARMETOO หรือ #มีอะไรจะบอก ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม
- จำลองสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในรูปแบบออนไลน์ 360 องศา ผ่านเว็บไซต์ www.hearmetoo.or.th ซึ่งภายในมีภาพเคลื่อนไหวและเรื่องราวประสบการณ์ของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง เพื่อให้ผู้ชมได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง ที่ 1 ใน 3 ของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลกเคยเจอ พร้อมทั้งเข้าใจถึงความรู้สึก
- ตลอดจนภาพยนต์สั้นเพื่อรณรงค์

ขณะที่ นางสาวอารีวรรณ จตุทอง หรืออ้วน อดีตรองนางสาวไทยอันดับ 2 ปีพ.ศ.2537 จากอดีตผู้ถูกกระทำความรุนแรงสู่การเป็นนักสิทธิสตรี กล่าวว่า ข้อมูลผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีถึง 20,000 กว่าคนต่อปี แต่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพียง 2,000-3,000 คนต่อปี และจบด้วยด้วยคำพิพากษาของศาล 200-300 คดีต่อปี
“ระหว่างทางตั้งแต่พนักงานสอบสวน อัยการ และศาลที่หายไปเป็นหมื่นๆคืออะไร ควรมีการศึกษาหาคำตอบ เช่น หายไปเพราะกังวลเรื่องคดีความ กังวลที่จะต้องให้การซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้การต่อหน้าผู้คนต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป เพราะส่วนตัวเห็นว่าความรุนแรงที่ถึงขั้นต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ควรจะเป็นคดีในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ควรปล่อยให้ไกล่เกลี่ยยอมความ”
ทั้งนี้ นอกจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทํารุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่ต้องบังคับใช้จริงจังแล้ว ทัศนคติคนในสังคมก็ควรต้องเปลี่ยนด้วย ที่จะไม่กระทำความรุนแรงต่อกัน เคียงข้างและช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ซึ่งคิดว่าต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก และต้องอยู่ในการเรียนการสอน เพราะตลอด 20 ปีที่รณรงค์ปกป้องสิทธิสตรีมา ปัญหานี้ก็ยังเหมือนเดิม


