เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน สำนักงานพัฒนาอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิกส์ (เอตด้า) ร่วมกับ คณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (เอพีอาร์ซี) จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการว่าด้วยสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศบนไซเบอร์สเปซ ขึ้นที่โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อแสวงหาแนวทางในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและโลกในยุคข้อมูลข่าวสารในการรังสรรค์ความร่วมมือระหว่างประเทศและส่งเสริมสันติภาพในสังคมดิจิทัล ซึ่งนับวันจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคนในทุกชาติทุกภาษาต่อไป

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศในฐานะประธานเอพีอาร์ซี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาและเปิดการสัมมนาครั้งนี้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งแพร่หลายอย่างมากอยู่ในขณะนี้ สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือในการส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือในระดับนานาชาติได้พอๆ กับที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อสันติและความร่วมมือระหว่างกันเช่นเดียวกัน เนื่องจากเทคโนโลยีนี้สามารถเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและสไตล์ในการใข้ขีวิต รวมทั้งเข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของสังคมโลกในหลายด้านมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือบทบาทของเทคโนโลยีนี้ในการสร้างแหล่งพลังงานใหม่ๆ อาทิ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนภาวะขาดแคลนพลังงานในหลายๆ ส่วนของโลก ช่วยในการลดสาเหตุของการเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศลงได้

นายสุรเกียรติ์ย้ำว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกไซเบอร์ทำให้สิ่งที่เคยปรากฏอยู่แต่ในนิยายวิทยาศาสตร์กลายเป็นความจริงขึ้นมา ทำให้จำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเป็นความขัดแย้งและความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับลูกหลานของเรา ดังนั้นบทบาทของรัฐบาลแต่ละชาติและองค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลให้เกิดธรรมาภิบาลขึ้นในไซเบอร์สเปซก็จะยิ่งทวีความสำคัญและความละเอียดอ่อนมากขึ้นตามลำดับ
นายสุรเกียรติ์เรียกร้องในตอนท้ายว่า ว่ารัฐบาลต่างๆ รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศจำเป็นต้องตระหนักรู้โดยเร็วว่า ความร่วมมือซึ่งกันและกันนั้นจำเป็นต้องมีความตกลงเพื่อให้แน่ใจว่าไซเบอร์สเปซจะถูกใช้งานเพื่อสันติ ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นและก่อให้เกิดการคุ้มครองต่อสังคมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ รวมไปจนถึงปัจเจกบุคคลทั่วโลกอีกด้วย
ด้านพล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงผลประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและการเชื่อมต่อซึ่งกันและกันตลอดเวลาผ่านอินเตอร์เน็ตว่ายังประโยชน์ให้เกิดขึ้นมหาศาล และรัฐบาลเองก็ตระหนักดีถึงศักยภาพดังกล่าวในการเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและอำนวยให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนทั่้วไปให้กว้างขวางมากขึ้นดังจะเห็นได้จากโครงการเน็ตประชารัฐเป็นต้น แต่ในเวลาเดียวกัน โลกไซเบอร์ก็เป็นอีกโลกหนึ่งซึ่งไม่มีรัฐบาล แทบไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นอินเตอร์เน็ตจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ กลั่นกรองเพื่อให้แน่ใจว่ามีความเป็นธรรม มีความถูกต้องและมีความมั่นคง ปลอดภัย

พล.อ.อ.ประจินแสดงความเชื่อมั่นว่า ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะเกิดขึ้นได้และมีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องเกิดการร่วมมือซึ่งกันและกันในระดับนานาชาติ เหมือนเช่นที่ไทยร่วมมือกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ซึ่งหวังว่าจะสามารถขยายความร่วมมือเดียวกันนี้ออกไปสู่ประเทศอื่นๆ ให้กว้างขวางมากขึ้นต่อไป
ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายร่วมบนเวทีโดยมี นายชอกัต อาซิซ อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานและรองประธานเอพีอาร์ซี, นาย จิกมี โยเซร์ ธินเลย์ อดีตนายกรัฐมนตรีภูฏาน, นายเออร์บัน อาห์ลิน อดีตประธานรัฐสภาสวีเดน, ศาสตราจารย์ เดวิด เคนเนดี ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อนโยบายและกฎหมายโลก สำนักกฎหมายฮาร์วาร์ด และนายจูฮา คริสเตนเซน ผู้อำนวยการสหพันธ์เพื่อการพลิกโฉมความขัดแย้งและสถาปัตยกรรมเพื่อสันติภาพแห่ง ฟินแลนด์ ร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทั้งหมดเห็นตรงกันว่า อย่างน้อยที่สุดควรจัดทำให้มาตรฐานพื้นฐานสำหรับการใช้ประโยชน์จากโลกไซเบอร์ เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้กลายเป็นการคุกคามต่อสันติภาพและการมีชีวิตที่ดีกว่าของสังคมโลก แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องหาจุดที่สมดุลระหว่างการกำกับดูแล กับการรับประกันการมีเสรีภาพ รวมถึงการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและความเสมอภาคในโลกไซเบอร์ด้วยเช่นกัน




