หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที คนไทยใช้เวลาส...

คนไทยใช้เวลาสัญจรเพิ่ม แต่ไม่ส่งผลอารมณ์แย่ลง

3.05.16 | 20:12 น.
แฟ้มภาพ

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยผลสำรวจมุมมองของผู้ใช้รถใช้ถนนจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในเรื่องต่างๆ อาทิ ความหงุดหงิดจากปัญหาการจราจรติดขัด ความเครียดจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ไปจนถึงทัศนคติด้านบวกเกี่ยวกับการสัญจรในชีวิตประจำวันที่พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

สำหรับการสำรวจออนไลน์ครั้งนี้จัดทำขึ้นโดย โกลบอลเว็บอินเด็กซ์ (GlobalWebIndex) ให้กับฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 12,619 คน จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย (1,053 คน) จีน (1,058 คน) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (1,047 คน) อินเดีย (1,050 คน) อินโดนีเซีย (1,052 คน) มาเลเซีย (1,050 คน) นิวซีแลนด์ (1,050 คน) ฟิลิปปินส์ (1,052 คน) เกาหลีใต้ (1,057 คน) เกาะไต้หวัน (1,050 คน) ไทย (1,049 คน) และเวียดนาม (1,051 คน) โดยได้ทำการสำรวจเสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แม้ว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทยเปิดเผยว่า พวกเขาใช้เวลาในการเดินทางสัญจรมากกว่าในปีที่ผ่านมา แต่เกือบครึ่งของผู้ทำแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นว่า การสัญจรของพวกเขามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ในขณะที่ 3 ใน 10 ของผู้ทำแบบสอบถามไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง และน้อยกว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดรู้สึกว่า การสัญจรของพวกเขาแย่ลง

ผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามส่วนใหญ่เผยว่า การสัญจรของพวกเขาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ตามด้วยผู้สัญจรในประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย และผู้ทำแบบสอบถามจากทั้งสามประเทศนี้ต่างรู้สึกพึงพอใจกับการสัญจรภายในประเทศของตนเองมากเป็นอันดับต้นๆ

ในอีกมุมหนึ่งของผลสำรวจพบว่า ผู้สัญจรชาวฟิลิปปินส์แซงหน้าผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีนมาเป็นผู้มีความพึงพอใจในการใช้รถใช้ถนนน้อยที่สุด เนื่องมาจากคุณภาพอันเสื่อมโทรมของการสัญจรในประเทศ มากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดในจีนและฟิลิปปินส์เผยว่า การสัญจรของพวกเขาเป็นช่วงเวลาแย่ที่สุดของวัน สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามในไต้หวันและเกาหลีใต้มากกว่าครึ่งเผยว่า พวกเขาไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคุณภาพของการสัญจรแต่อย่างใด

Advertisement

ผู้สัญจรชาวไทยใช้เวลาส่วนใหญ่บนท้องถนน แต่ยังมีทัศนคติดีต่อการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวัน มากกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้สัญจรชาวไทยใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าในปีที่ผ่านมา แต่ถึงแม้ว่าระยะเวลาการสัญจรจะเพิ่มมากขึ้น ก็ไม่ส่งผลให้ผู้ขับขี่สัญจรมีอารมณ์แย่ลง จากการสำรวจพบว่า ผู้สัญจรในประเทศไทยมีความรู้สึกเชิงบวกต่อวิถีการเดินทางในชีวิตประจำวัน โดย 46 เปอร์เซ็นต์ ให้ความเห็นว่า การเดินทางของพวกเขาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยอีก 31 เปอร์เซ็นต์ ไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่วนอีก 23 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า การสัญจรในประเทศไทยแย่ลง

ผู้ตอบแบบสอบถามเผยว่า การสัญจรของพวกเขาดีขึ้นนั้นมาจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางถูกลง 30% หาที่จอดรถได้ง่ายขึ้น 19% การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมีความแออัดน้อยลงและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 19% การจราจรติดขัดน้อยลง 17% อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนไม่ได้เห็นตรงกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 22 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า การสัญจรบนท้องถนนมีความแออัดและติดขัดมากยิ่งขึ้น และอีก 16 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่า พวกเขาหาที่จอดรถได้ยาก ในขณะที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เปิดเผยว่า การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะมีความแออัดมากยิ่งขึ้นและไม่สะดวกสบายเท่ากับในปีที่ผ่านมา

ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยครึ่งหนึ่งเผยว่า การสัญจรของพวกเขามีราคาสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมัน (34 เปอร์เซ็นต์) ค่าโดยสารรถสาธารณะและค่าทางด่วนที่มีราคาสูงขึ้น (27 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนั้น การเลือกใช้บริการในการสัญจรส่วนบุคคลก็เป็นปัจจัยทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นกัน ผู้สัญจรมักเลือกรถแท็กซี่ (14 เปอร์เซ็นต์) แอพพ์เรียกรถแท็กซี่ (11 เปอร์เซ็นต์) และบริการแชร์รถ (10 เปอร์เซ็นต์) มากกว่าที่จะเลือกใช้การสัญจรที่มีราคาถูกกว่า

รถไฟฟ้า

จอห์น ลาร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ด ประจำฟอร์ด เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ผู้คนทั่วทุกมุมโลกต่างเผชิญกับปัญหาการสัญจรเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ และผลสำรวจล่าสุดจากฟอร์ดได้สะท้อนทุกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความท้าทายเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการเดินหน้าแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ด มีเป้าหมายจะร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวทั่วโลก พร้อมเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่อย่างตรงจุดเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้แก่ประชากรทั่วโลก

แผนการสัญจรอัจฉริยะ เป็นแผนงานของฟอร์ดที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อสื่อสาร นวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ การสร้างประสบการณ์ความพึงพอใจให้แก่ผู้ขับขี่ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล ครอบคลุมเทคโนโลยีอัจฉริยะทั้งหมดของฟอร์ด ตั้งแต่ระบบสั่งงานด้วยเสียงหรือซิงค์ (SYNC) ไปจนถึง 30 บททดสอบด้านการสัญจรทั่วโลกได้เริ่มดำเนินการแล้ว เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกและหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนแปลงลักษณะและความต้องการด้านการสัญจรของผู้บริโภค

การดำเนินแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดขับเคลื่อนมาจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญโลก ได้แก่ จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของชนชั้นกลาง ปัญหาทางด้านคุณภาพอากาศและสาธารณสุข และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการลำดับความสำคัญของผู้บริโภค

แผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ดนั้นรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้รับการติดตั้งแล้วในรถฟอร์ดทั่วโลก และการดำเนินงานในโครงการวิจัยระยะยาว อาทิ นวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ความยืดหยุ่นของการเป็นเจ้าของ และการแชร์รถ เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ และอื่นๆ อีกหลายโครงการ

ฟอร์ดได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อสื่อสารภายในรถมาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวระบบสั่งงานด้วยเสียงหรือซิงค์ (SYNC) รุ่นแรกเมื่อปี 2007 เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงครองตำแหน่งระบบการสื่อสารและให้ความบันเทิงได้รับความนิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบสั่งงานด้วยเสียงหรือซิงค์นี้ เมื่อผนวกกับแพลตฟอร์ม ซิงค์ แอพลิงค์ ของฟอร์ด จะช่วยทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนผ่านระบบการควบคุมด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อสื่อสารกับโลกกว้างได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ยังสามารถพุ่งสมาธิในการขับขี่และไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยและละสายตาไปจากถนน

นอกเหนือจากการเชื่อมต่อสื่อสารแล้ว ฟอร์ดยังมีจำนวนยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองเทคโนโลยีเหล่านี้กับทุกสภาพอากาศในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการทดสอบในสภาวะแวดล้อมท่ามกลางหิมะเป็นครั้งแรก และฟอร์ดพร้อมลงทุนด้านวิศวกรรมเพิ่มเป็นสามเท่า ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่และเทคโนโลยีกึ่งอัตโนมัติสำหรับยานยนต์

ทั้งนี้ เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่นำมาใช้ในรถยนต์ของฟอร์ดแล้ว ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ระบบเตือนและควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางขับขี่ (Lane-Departure Warning และ Lane-Keeping Aid) และระบบตรวจจับรถในจุดบอด (Blind Spot Information System)

“แผนการสัญจรของฟอร์ดเป็นการสร้างความมั่นใจในอิสระแห่งการสัญจรสำหรับประชากรทุกคนทั่วโลก และนี่คือการคำนึงถึงความต้องการในวันพรุ่งนี้และภายภาคหน้า และการพัฒนาเพื่อสร้างอนาคตอันชาญฉลาด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นความจริงสำหรับทุกคน” ลาร์สันกล่าวทิ้งท้าย