
“อินไซท์” เป็นยานสำรวจชนิด “แลนเดอร์” คือยานสำหรับร่อนลงจอดเพื่อสำรวจพื้นผิวดาวอังคารขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา และเป็นยานลำที่ 11 ที่นาซาส่งไปสำรวจดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้
ชื่อเต็มๆ ของยานสำรวจลำนี้ยาวเหยียด “Interior Exploration using Seismic Investigations, Geodesy and Heat Transport” หมายถึง “การสำรวจภายในดาวอังคารโดยใช้การตรวจสอบการไหวสะเทือน, ภูมิมาตรศาสตร์และการเคลื่อนย้ายความร้อน” นี่คือสาเหตุว่าทำไมถึงได้นิยมเรียกชื่อย่อกันสั้นๆ ว่า “อินไซท์” (InSight)
ยานแลนเดอร์ อินไซท์ มีความสูงอยู่ระหว่าง 83-108 ซม. เมื่อกางแผงโซลาร์เซลล์สองด้านออกเต็มที่จะวัดความกว้างจากริมขอบถึงอีกริมขอบได้ 6 เมตร น้ำหนักรวม 360 กก. ภายในติดตั้งอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยส่งขึ้นไปบนดาวอังคาร ทั้งหมดถูกออกแบบไว้ให้สามารถทำหน้าที่ต่อเนื่องบนดาวดวงนั้นได้อย่างน้อย 1 ปีดาวอังคาร ซึ่งเท่าๆ กับเกือบๆ 2 ปีบนโลก (1 ปี 320 วัน กับอีก 18.2 ชั่วโมง)
ความน่าสนใจในตัว “อินไซท์” นั้นเป็นเพราะนี่จะเป็นการสำรวจที่แตกต่างจากการสำรวจของยานอื่นใดที่นาซาส่งขึ้นไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด
หากอินไซท์สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์การลงจอดได้สำเร็จในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา (ตรงกับ 27 พฤศจิกายนตามเวลาไทย) ด้วยการอาศัยเกราะกันความร้อนขณะฝ่าบรรยากาศดาวอังคารลงมาด้วยความเร็วสูงถึง 22,692 กม./ชม. แล้วจึงกางร่มชูชีพออก เพื่อชะลอความเร็ว ดีดเกราะกันความร้อนทิ้ง กางขาทั้ง 3 ออก เพื่อชะลอความเร็วลงให้เหลือระดับที่เหมาะสม ก่อนสลัดร่มทิ้งแล้วยิงจรวดส่งด้านใต้ตัวยาน 12 ตัวออกมาให้ทำหน้าที่พยุงตัวยานให้ค่อยๆ ร่อนลงจอดเหนือ “เอลิเซียม พลานิเทีย” จุดที่คัดเลือกสำหรับการสำรวจครั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะภูมิประเทศเป็นพื้นราบ ไม่มีพื้นที่ยกระดับ อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและเรียบ ไม่มีก้อนหินกระจัดกระจายให้สะดุด
เมื่อลงจอดสนิทแล้ว “อินไซท์” จะกางแผงโซลาร์เซลล์ออก จากนั้นแขนกล อินสตรูเมนต์ ดีพลอยเมนต์ อาร์ม (ไอดีเอ) จะทำหน้าที่นำอุปกรณ์สำรวจสำคัญ 3 ชิ้นออกมาเพื่อติดตั้งไว้กับพื้นผิวดาวอังคาร ชิ้นแรกสุดคือ “”ซีสมิค เอ็กซ์เพอริเมนต์ ฟอร์ อินทีเรียร์ สตรัคเจอร์” หรือ “ซีส” เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจจับความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาของเปลือกนอกดาวอังคาร
ชิ้นถัดมาเป็นอุปกรณ์ “การสำรวจคุณสมบัติเชิงกายภาพและการไหลเวียนของความร้อน” หรือ “เอชพี3-” ชิ้นสุดท้ายที่ถูกติดตั้งไว้ก็คืออุปกรณ์ชื่อ “โรเทชั่น แอนด์ อินทีเรียร์ สตรัคเจอร์ เอ็กซ์เพอริเมนต์” หรือ “ไรส์”
ซีสเป็นเครื่องตรวจวัดการเคลื่อนไหวของเปลือกดาวอังคารเครื่องแรกในรอบ 40 ปีบนดาวอังคาร สามารถตรวจจับได้ทั้งแผ่นดินไหว, แรงสั่นสะเทือนจากการตกกระทบของอุกกาบาต หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนที่ของแม็กมา (หินหลอมเหลว) ใต้ผิวดาวอังคารด้วยความไวสูงสุด คือสามารถจับการเคลื่อนที่ของทุกอย่างได้แม้เป็นการเคลื่อนไหวที่ต่ำกว่าการแกว่งตัวของอะตอนไฮโดรเจนก็ตาม
“การวิเคราะห์ข้อมูลที่ตรวจจับได้ทั้งหมดเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถสร้างภาพ 3 มิติ ของเปลือกดาวอังคารชั้นในได้นั่นเอง” บรูซ แบเนิร์ดท์ หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจนี้ของนาซาระบุ
“เอชพี3-” จะขุดลึกลงไปใต้ผิวดาวอังคารราว 5 เมตร (ราว 10% ของความหนาของเปลือกนอกดาวอังคาร) ซึ่งเป็นระดับที่สามารถตรวจวัดความร้อนที่เกิดจากใต้เปลือกนอกดาวอังคารได้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลภายในเปลือกโลก เพื่อดูว่า โลกและดาวอังคารก่อตัวขึ้นมาจากสสารแบบเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ใช่ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ทำไมดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แบ่งออกเป็นเทอเรสเทรียล แพลเนท (ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก และดาวอังคาร) หรือดาวเคราะห์หิน กับโจเวียน แพลเนท (ดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดาวมฤตยู และดาวเกต) ที่เต็มไปด้วยก๊าซ
อย่างน้อยการสำรวจครั้งนี้ก็อาจเริ่มต้นให้ความรู้แก่เราได้ว่า ดาวเคราะห์หินนั้น ก่อตัวและวิวัฒนาการขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
