“สงครามไซเบอร์” อาจเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกลืมๆ กันไปบ้างแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่เคยโด่งดังสุดขีดจากกรณี การเจาะระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์สำหรับการเลือกตั้งของสหรัฐ
อเมริกา ในรัฐต่างๆ มากถึง 21 รัฐ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และมีการชี้ชัดกันว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม “แฮกติวิสต์” ซึ่งหมายถึง แฮกเกอร์ ที่มีรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐหนุนหลัง ซึ่งในกรณีนี้คือกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีหน่วยข่าวกรองทางทหารของรัสเซียหนุนหลังอยู่
สหรัฐตอบโต้ด้วยการแซงก์ชั่น บริษัทและบุคคลที่เชื่อว่าเป็นตัวการในเรื่องนี้ไปแล้วในเวลาต่อมา
(อย่าเข้าใจเรื่องนี้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องเดียว
กันกับเรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกกล่าวหาว่า สมคบคิดกับรัสเซีย เพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง ถึงแม้จะเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ก็ตามที)
หลังจากนั้น หลายประเทศทั่วโลก (รวมทั้งไทย) ก็ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย “แรนซัมแวร์” คือโปรแกรมเรียกค่าไถ่อย่าง “วอนนาคราย” เข้าเต็มๆ
กรณีนี้ถึงแม้จะเป็นการ “เหวี่ยงแห” ไปทั่วอยู่บ้าง แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการลงมือคือกลุ่มแฮกเกอร์ในสังกัดหน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือ จึงจัดเป็นสงครามไซเบอร์ไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ ว่ากันว่า เจตนารมณ์ที่ชัดเจนของ “วอนนาคราย” คือการหาเงิน ซึ่งฟังดูออกจะแปลกหูอยู่บ้างสำหรับประเทศทั่วไป แต่หลายคนบอกว่า ไม่น่าแปลกใจเมื่อเป็นประเทศอย่างเกาหลีเหนือ
ที่น่าคิดก็คือ การโจมตีทางไซเบอร์ที่ลงมือโดยกลุ่มคนร้ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือองค์กรของรัฐใดๆ นี้นั้น ยิ่งนับวันยิ่งเข้าใกล้ตัวผู้คนทั่วไปมากขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างมากขึ้นทุกที
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การโจมตีทางไซเบอร์ ต่อระบบคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมโครงข่ายการจ่ายกระแสไฟฟ้าของยูเครน เมื่อเดือนธันวาคมปี 2015 ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างเกือบทั่วทั้งประเทศ โดยเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของรัสเซีย กรณีดังกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการโจมตีโครงข่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าครั้งแรกของโลกเท่านั้น ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า สงครามไซเบอร์ทำให้อีกประเทศหนึ่งกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้อย่างไร
ยูเครนยังกลายเป็นกรณีตัวอย่างอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปี 2017 เมื่อมือดีที่เชื่อกันว่าเป็นคนของทางการรัสเซียอีกเช่นกัน ปล่อย “น็อทเพทยา” แรนซัมแวร์ร้ายแรงถล่มระบบคอมพิวเตอร์ของยูเครนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ก่อนที่จะลุกลามไปไกลในหลายประเทศ ทั้งเยอรมนี อังกฤษ จนถึงสหรัฐ โดนกันตั้งแต่หน่วยงานของรัฐไปจนถึงองค์กรธุรกิจ เฉพาะในยูเครน ความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
“น็อทเพทยา” ได้ชื่อว่า ออกแบบมาให้ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นสูงสุด แม้ว่าโดยตัวของมันจะเป็น “แรนซัมแวร์” ชนิดหนึ่งก็ตาม
จนทำสถิติกลายเป็นสงครามไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้สูงสุดมาจนถึงขณะนี้
เหตุการณ์การโจมตีเพื่อควบคุมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมเครือข่ายสาธารณูปโภคสำคัญอย่าง การประปา ก๊าซ หรือไฟฟ้า ทำนองนี้ เคยเกิดขึ้นกับประเทศอังกฤษเช่นเดียวกันเมื่อไม่นานมานี่เอง ทาง
การอังกฤษกล่าวหารัสเซียว่าอยู่เบื้องหลังอีกเช่นเดียวกัน
หรือแม้แต่กรณี “วอนนาคราย” ก็กลายเป็นภัยต่อสาธารณชนทั่วไปอย่างช่วยไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดก็คือการที่แรนซัมแวร์ตัวนี้ส่งผลให้ระบบของโรงพยาบาลในอังกฤษอัมพาตไปเป็นครึ่งค่อนวัน เป็นปัญหาทั้งต่อแพทย์และผู้ป่วยกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว
แต่ในขณะที่สงครามไซเบอร์สร้างปัญหา ก่อความเสียหายให้เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ลงมือกระทำกลับ “ลอยนวล” กันเป็นส่วนใหญ่ น้อยครั้งที่จะถูกลงโทษ ไม่ว่าจะในแง่ของตัวบุคคลหรือในแง่ของรัฐที่อยู่เบื้องหลัง
อาการรอดพ้นจากการกระทำผิดได้แบบง่ายๆ ด้วยปัญหาขาดความชัดเจนในการหาหลักฐานมายืนยันความผิดให้แน่ชัดจนปราศจากข้อเคลือบแคลงก็ตาม หรือเป็นเพราะไม่ต้องการก่อ “สงครามจริงๆ” เพราะเหตุจาก “สงครามไซเบอร์” ก็ตามที ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เชื่อว่า ในปี 2019 นี้สงครามไซเบอร์ไม่เพียงจะยกระดับสูงขึ้น ทั้งในแง่ของปริมาณและในแง่ของวิวัฒนาการ
ในด้านหนึ่ง เมื่อไม่ถูกลงโทษก็จะมีผู้กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยเพิ่มมากขึ้น หลายประเทศพัฒนา “กองทัพไซเบอร์” ของตัวเองขึ้นมาอย่างลับๆ อีกหลายประเทศประกาศอย่างเปิดเผยในการจัดตั้งหน่วยรบไซเบอร์ของตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความพร้อมมากขึ้น การลงมือด้วยการใช้อาวุธไซเบอร์ก็จะเกิดขึ้นตามมา
“นูเวียส กรุ๊ป” บริษัทในแวดวงไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ คาดการณ์ว่า ในปี 2019 ไม่เพียงมีประเทศหลายประเทศที่เข้ามาร่วมวงทำสงครามไซเบอร์มากขึ้นเท่านั้น การปฏิบัติการทางไซเบอร์จะเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ คือการทิ้งมัลแวร์เอาไว้เจาะระบบของประเทศอื่นๆ เพื่อทำ “จารกรรม” ล้วงข้อมูล ความลับทางการ เป็นลำดับแรก ต่อด้วยการ “ทำเงิน” ด้วยการเจาะระบบเพื่อล้วงความลับของบริษัทธุรกิจ ธนาคาร หรืออื่นๆ
รุนแรงขึ้นอีกระดับ ก็คือการใช้อาวุธไซเบอร์ดำเนินการ “ก่อวินาศกรรมทางไซเบอร์” ในประเทศอื่นๆ ที่ต้องการให้ตกเป็นเป้าหมาย
การล้วงความลับทางธุรกิจผ่านทางโลกไซเบอร์ จะเข้มข้นมากขึ้นในปีใหม่นี้ ด้วยเหตุ
ปัจจัยต่อเนื่องมาจาก “สงครามการค้า” ระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งเป็นไปเพื่อการ “ตอบโต้” กลายๆ และเป็นไปเพื่อ “ล้วงความลับทางเทคโนโลยี” ใหม่ๆ ของบริษัทชั้นนำในโลกตะวันตก
ผู้เชี่ยวชาญของ “ฟอเรสเตอร์” ชี้ว่า มี 8 กลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสูงจะตกเป็นเป้าหมาย ประกอบด้วย ธุรกิจยานยนต์ที่ใช้พลังงานใหม่, ธุรกิจไอทีที่เป็น “เน็กซ์เจเนอเรชั่น”, ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไบโอเทคโนโลยี, ธุรกิจด้านวัสดุศาสตร์ใหม่ๆ, ธุรกิจการบิน, หุ่นยนต์, อุปกรณ์พลังงาน และจักรกลเพื่อการเกษตร
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้บริษัทหรือกิจการของตนสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนศึกษาวิจัยและพัฒนา นั่นเอง
บริษัทซีจีเอสมองต่อไปด้วยว่า ความรุนแรงของสงครามไซเบอร์ในปีหน้าจะทวีขึ้นถึงระดับที่เครื่องมือป้องกันปกติทั่วไปไม่เพียงพอต่อการใช้ป้องกันประเทศ หรือไม่ก็อยู่ในสภาพ “ล้าสมัย” ทันทีที่ถูกนำออกวางตลาด ผลลัพธ์จากเรื่องนี้ก็คือ รัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์จากประเทศอื่น ทั้งในแง่ของการกำหนดนโยบาย, การให้ความคุ้มครอง เรื่อยไปจนถึงกระบวนการในทางปฏิบัติและแนวทางในการรับมือหากเกิดการโจมตีขึ้น
ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่สิ่งที่ “วอทช์การ์ด” คาดหมายเอาไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2019 นี้ นั่นคือ สหประชาชาติจะเข้ามามีบทบาทเต็มตัวในเรื่องนี้ ด้วยการนำเสนอ “สนธิสัญญาว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์” ซึ่งไม่เพียงจะเป็นกรอบกติกามารยาทสำหรับการต่อต้านและปราบปรามเรื่องนี้เท่านั้น ยังต้องมี “บทลงโทษ” ที่สมน้ำสมเนื้อต่อผู้ที่กระทำผิดอีกด้วย
เนื่องเพราะถึงตอนนั้น ผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนตาดำๆ จะสูงมากจนสหประชาชาติต้องดำเนินการนั่นเอง

