ก้าวปี’62 หยุดส่งต่อความรุนแรง
ปี2561 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์ความรุนแรงปรากฏเป็นข่าวดังได้เกือบทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเด็ก ผู้หญิง และบุคคลในครอบครัว สอดคล้องกับข้อมูลศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่พบแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น เทียบปี 2559 ที่มีเด็กและสตรีถูกกระทำความรุนแรงเข้ารับบริการเฉลี่ยวันละ 55 ราย และปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 58 ราย ส่วนข้อมูลศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี
ต่างๆ นานา ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวง พม.ให้หาวิธี “สร้างสังคมไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช้ความรุนแรง” จึงถือโอกาสชวนคนไทยรับรู้สถานการณ์ความรุนแรงในสังคมไทยปี 2561 และหาวิธีแก้ไขก้าวเดินไปข้างหน้าในปี 2562 พร้อมๆ กัน
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า ภาพรวมปี 2561 พบข่าวความรุนแรงในครอบครัว คู่รัก และเพศถี่มากและร้ายแรงขึ้น มีตั้งแต่การใช้อาวุธปืน น้ำกรด ถึงขั้นบาดเจ็บร้ายแรงและเสียชีวิต ขณะเดียวกันยังพบคนวัยหนุ่มสาวหันมาใช้ความรุนแรงมากขึ้น อย่างนักศึกษาเป็นแฟนกันฆ่ากัน คนวัยทำงานอายุยังไม่มากฆ่ากัน จากแต่ก่อนที่มักเกิดกับคู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานาน สอดคล้องกับสถิติที่จัดเก็บในหลายประเทศ ที่พบคนช่วงวัย 20-30 ปี ใช้และเจอความรุนแรงมากกว่าช่วงวัยอื่น ขณะที่งานเชิงป้องกันและแก้ไขที่ผ่านมา เรามักไม่ได้โฟกัสไปที่คนกลุ่มนี้ อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญการสอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย รู้จักเอาตัวรอด และไม่กระทำความรุนแรง
“เสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ถูกทำความรุนแรง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กถูกทำร้ายมากขึ้น ทั้งในครอบครัวและนอกครอบครัว โดยเฉพาะการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งคนทำก็เป็นเด็กด้วยกันในหลายกรณี สะท้อนภาพสถานการณ์ความรุนแรงที่ร้ายแรงขึ้น”
ดร.วราภรณ์มองเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กว่า เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ดีจากครอบครัว อย่างหลายครอบครัวพ่อแม่ต้องย้ายมาทำงานในเมือง แล้วให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายในต่างจังหวัด รวมถึงครอบครัวที่เป็นพ่อแม่วัยรุ่น พ่อแม่แยกทาง เหล่านี้ทำให้เด็กถูกทอดทิ้งในครอบครัวที่ไม่พร้อมและไม่มีใครปกป้องดูแล ซึ่งนี่เป็นคำบอกเล่าจากผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง
รวมถึงการสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันถึงปัญหายาเสพติดที่กำลังแพร่ไปทุกหัวระแหง ได้ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงซับซ้อนยิ่งขึ้น จากแต่ก่อนที่มีเหล้าสุราเป็นปัจจัยกระตุ้น ขณะที่การใช้ยาเสพติดได้ส่งผลเสียต่อระบบสมองและประสาทของผู้ใช้ในระยะยาว จึงพบหลายคู่ที่มีการทำร้ายกันสาเหตุมาจากยาเสพติดมากขึ้น บางคู่ที่มีลูกก็ให้ลูกใช้ยาเสพติดด้วย หญิงตั้งครรภ์เดี๋ยวนี้ก็พบว่าใช้ยาเสพติดมากขึ้น
“จากสถานการณ์ที่เกิดตอนนี้ ยังไม่เห็นความหวังว่าอนาคตสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะหากถอยไปมองภาพกว้าง การเมืองและสังคมไทยยังไม่นิ่ง ยังมีเรื่องความขัดแย้ง ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองและภาคราชการ อาจยังหมกมุ่นอยู่กับอำนาจ จึงอาจยังไม่ให้ความสำคัญด้านสังคม จะเห็นว่าเรื่องเยาวชนและการศึกษาถูกละเลยในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยเสียโอกาสในการพัฒนาเป็นสังคมที่มีคุณภาพ” ดร.วราภรณ์กล่าว และว่า
“สิ่งที่จะทำได้ตอนนี้คือ การให้ความรู้คนในสังคมว่าความรุนแรงเป็นเรื่องใกล้ตัว สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ฉะนั้นต้องไม่ยอมรับและไม่นิ่งเฉยกับความรุนแรงทุกรูปแบบ”
“หากพบเห็นความรุนแรงให้ร่วมยุติปัญหาด้วยการแจ้งเจ้าหน้าที่ ง่ายๆ เลยคือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทร 1300 แต่หากเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงให้แจ้งตำรวจ โทร 191 หรือคอยให้กำลังใจและแนะนำผู้ถูกกระทำความรุนแรง ว่าสามารถขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์พึ่งได้ ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั่วประเทศ มูลนิธิที่ทำงานช่วยเหลือด้านนี้ เช่น มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อค่อยๆ แก้ปัญหาต่อไป”
“สำคัญอีกอย่างคือ ตัวผู้ประสบปัญหาความรุนแรง ที่ต้องกล้าพาตัวเองออกมาจากปัญหา ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะเดี๋ยวนี้มีแหล่งให้คำปรึกษามากมายทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต” ดร.วราภรณ์กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.นิธิดา แสงสิงแก้ว อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้สังเกตการณ์และวิจัยถึงสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าไม่แตกต่างจากอดีต คือเวลาเกิดเหตุการณ์และเป็นข่าว สื่อส่วนใหญ่ก็ยังผลิตซ้ำความรุนแรงรูปแบบเดิมๆ คือเน้นว่าใครทำ รายละเอียดเป็นอย่างไร ความรวดเร็วของข่าว และให้ภาพของผู้หญิงที่ถูกกระทำเป็นเหยื่อ เพื่อสร้างอารมณ์ให้ข่าวขายได้ ซึ่งสุดท้ายสื่อต้องกลับมาตั้งคำถามด้วยว่าสังคมได้อะไรจากการนำเสนอในทิศทางแบบนั้น ทั้งนี้ จริงอยู่ว่าข่าวต้องนำเสนอความจริง แต่ในแง่การให้คุณค่าข่าว คิดว่าสื่อต้องนำเสนอทางออก เช่น จะนำเสนออย่างไรให้ผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ชาย ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ผลที่จะตามมาจากการกระทำ อำนาจชายเป็นใหญ่ ตลอดจนภาพของการเข้าไปช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ การเอ็มเพาเวอร์ เพื่อปลุกผู้หญิงให้ลุกขึ้นใช้สิทธิ และหลุดพ้นความรุนแรง
“เชื่อว่าสถาบันสื่อมีความสำคัญ สามารถสร้างความตระหนัก และชี้นำสังคมได้ ฉะนั้นต้องช่วยกันสร้างความตระหนัก และเลิกผลิตซ้ำมุมมองข่าวเดิมๆ ข่าวเด็กและผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงจากนี้ ถือเป็นโอกาสในการแยกสื่อที่มีคุณภาพ จากบรรดาสื่อที่มีอยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันก็มีบางสื่อที่พยายามอยู่
“ขณะที่ผู้อ่านเองก็ต้องรู้เท่าทันข่าว และร่วมสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพ เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป” ผศ.ดร.นิธิดากล่าวทิ้งท้าย


