หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที เผยอุกกาบาตล้...

เผยอุกกาบาตล้างไดโนเสาร์ ก่อสึนามิสูงถึง1.5กม.

23.01.19 | 15:17 น.
(ภาพ-Pixabay)

ทีมนักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์โลกและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดย มอลลี เรนจ์ อาศัยแบบจำลองในคอมพิวเตอร์สร้างสถานการณ์เมื่อครั้งเกิดเหตุดาวเคราะห์น้อย

“ชิคซูลุบ” พุ่งเข้าชนโลกบริเวณแหลมยูคาทัน ในอ่าวเม็กซิโก เมื่อกว่า 65 ล้านปีก่อน แรงชนครั้งนั้นก่อให้เกิด “โกลบอล สึนามิ” หรือสึนามิที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก เฉพาะในอ่าวเม็กซิโกเอง คลื่นยักษ์ที่เกิดจากแรงกระแทกดังกล่าว ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สูงถึง 1.6 กิโลเมตร ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทุกมหาสมุทรทั้งใกล้และไกล ซึ่งไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนในโลกยุคปัจจุบันนี้

รายงานผลการวิจัยดังกล่าวมีการนำเสนอเบื้องต้นต่อที่ประชุมสหภาพทางธรณีวิทยาอเมริกัน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการเพื่อรองรับการตรวจสอบจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่สามารถสร้างแบบจำลองของโกลบอลสึนามิดังกล่าวขึ้นมาได้สำเร็จจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงการแพร่กระจายของสึนามิออกไปทุกทิศทางในที่สุด

แนวความคิดของงานวิจัยชิ้นนี้ เริ่มต้นเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 2 รายของมอลลี เรนจ์ จากภาควิชาดังกล่าว ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า งานวิจัยที่เกี่ยวกับอุกกาบาตชิคซูลุบนั้นมีช่องโหว่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่มีใครเคยทำวิจัยแล้วตีพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเลย บรรดานักวิทยาศาสตร์รู้แต่ว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พุ่งเข้าชนโลกในบริเวณที่น้ำไม่ลึกมากนักของอ่าวเม็กซิโก แต่ถ้าจะสร้างแบบจำลองของผลกระทบจากการชนครั้งนั้นให้ถูกต้องใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด ทีมวิจัยจำเป็นต้องมีแบบจำลองที่ช่วยให้สามารถคำนวณได้ว่า สภาพการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกเมื่อได้รับผลกระทบที่กลายมาเป็นหลุมอุกกาบาต หรือเครเตอร์นั้นเป็นอย่างไร แล้วใช้แบบจำลองดังกล่าวคำนวณหาระลอกคลื่นครั้งแรกที่ถูกกระแทกออกจากจุดกระทบ รวมถึงคลื่นที่เกิดจากการที่น้ำทะเลที่โยนตัวสูงขึ้นไปในครั้งแรกไหลตกกลับลงสู่พื้นน้ำอีกครั้ง

เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าว ทีมวิจัยเดินทางไปพบและขอความช่วยเหลือจาก แบรนดอน จอห์นสัน รองศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับหลุมอุกกาบาตโดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในรัฐโรดไอส์แลนด์ แบบจำลองที่จอห์นสันสร้างขึ้นให้ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 10 นาทีแรกหลังการชนโดยละเอียด โดยแสดงให้เห็นว่าความลึกของหลุมที่เกิดขึ้นนั้นเกือบ 1.6 กิโลเมตร และแรงระเบิดที่เกิดจากการชนนั้นรุนแรงมากจนไม่เหลือน้ำในหลุมอุกกาบาตแม้แต่น้อย หลังจากนั้นน้ำเริ่มไหลกลับลงสู่หลุมอุกกาบาต บ่าพุ่งเข้ามาแล้วก็กระแทกกลับออกไป กลายเป็น “คอลแลพส์เวฟ”

Advertisement

ในแบบจำลองแบบที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากแบบจำลองแรกของจอห์นสันเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะรูปลักษณะของหลุมอุกกาบาตและคลื่นที่เกิดจากการพุ่งชนครั้งแรก ซึ่งส่งผลต่อระดับและความเร็วของน้ำทะเลที่เหลือทั้งหมด หลังจากนั้นก็นำมาคำนวณร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศในยุคโบราณ ทั้งของเปลือกโลกและท้องมหาสมุทร นำมาคำนวณร่วมกันเพื่อสร้างสภาพการแพร่กระจายของสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น

เรนจ์ระบุว่า ตามแบบจำลองแสดงให้เห็นว่าสึนามิในครั้งนั้นเกิดขึ้นทั่วทั้งมหาสมุทรและทั่วทุกมหาสมุทร ในอ่าวเม็กซิโก คลื่นยักษ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 143 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 24 ชั่วโมงแรกก็ส่งผลกระทบต่อไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก กวาดผ่านช่องแคบอเมริกากลาง (ซึ่งในปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว) ส่งคลื่นยักษ์สู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ความสูงของคลื่นยักษ์เมื่อเกิดแรกสุดนั้นคือ 1.5 กิโลเมตร อาละวาดไปทั่วทั้งแปซิฟิกตอนใต้และแอตแลนติกตอนเหนือ ซึ่งเกิดคลื่นยักษ์สูง 14 เมตร ส่วนทางตอนเหนือของแปซิฟิกสูง 4 เมตร เป็นต้น

คลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนั้นรุนแรงกว่าคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ที่คร่าชีวิตคนไปอย่างน้อย 225,000 คน เมื่อปี 2004 เมื่อเทียบกันในช่วง 7 ชั่วโมงแรก ระหว่าง 2,500 ถึง 29,000 เท่าตัวเลยทีเดียว

สถิติสึนามิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นใกล้กับนิวซีแลนด์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018 ที่ผ่านมา สูงเพียง 23.8 เมตรเท่านั้นเอง

แต่สึนามิไม่ได้เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะเป็นเพียงผลกระทบหนึ่งเท่านั้นที่ผสมรวมเข้ากับคลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน และทำให้เกิดหินและฝุ่นผงเป็นจำนวนมากพุ่งกระจายขึ้นสูงท้องฟ้า ก่อให้เกิดไฟป่าย่างสดสิ่งมีชีวิตทั้งเป็น ทั้งยังแขวนลอยอยู่เหนือบรรยากาศ ปิดกั้นแสงแดดจากพื้นโลกนานหลายปี

คร่าชีวิตทั้งพืชและสัตว์กินพืชทั้งหลาย รวมทั้งสัตว์ที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร ให้สูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งไดโนเสาร์ด้วยนั่นเอง