เปิดใจ ทิชา ณ นคร “มะเร็ง” ไม่ใช่ข้อจำกัดของ “นักสู้”
ทิชา ณ นคร – ว่ากันด้วยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่เข้าใครออกใคร มีเงินแค่ไหน แข็งแรงแค่ไหน ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก
สำคัญว่าเมื่อเป็นโรคแล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร จะละทิ้งตัวตนเดิมๆ กลายเป็นคนจิตใจห่อเหี่ยว หรือหันหลังให้ความวุ่นวายทั้งหลาย สู่ความสงบสุขเพียงลำพังเหมือนหลายคน
แต่คงไม่ใช่กับ “ป้ามล-ทิชา ณ นคร” นักสิทธิเด็กเยาวชนและสตรี ที่แม้จะต้องเผชิญกับโรคร้าย “มะเร็งเต้านม” แต่ด้วยหัวใจอันแข็งแกร่ง หลังผ่าตัดเต้านมไม่กี่วัน เธอหอบถุงเลือดออกไปเรียกร้องสิทธิให้ผู้อื่น ยังคงทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และยืนหยัดที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาความถูกต้องในสังคม
“คนอาจคิดว่าที่ป้าป่วยโรคมะเร็ง อาจเกิดจากภาวะความเครียด จึงพยายามบอกให้เพลาๆ งานลงบ้าง จะได้ไม่ไปซ้ำเติมโรคที่เป็น” ป้ามลเปิดบ้านย่านบึงกุ่ม เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตในวันที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย




ทิชายังคงมีใบหน้าที่แจ่มใส แม้จะมีผ้าพันศีรษะไว้ เพราะผมร่วงที่เกิดเอฟเฟกต์จากการทำคีโม แต่นั่นก็ไม่ได้มาลดทอนความเข้มแข็งในใจของดอกไม้เหล็กคนนี้ได้
“ป้าคิดว่าความเจ็บป่วย ไม่ควรจะเป็นข้อจำกัดในการจัดการปัญหาทางสังคมที่สนใจ จึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องปิดหูปิดตา ไม่รับฟังเพื่อเยียวยาสุขภาพตัวเองตามลำพัง ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ซึ่งไม่สามารถทำได้ แต่คิดว่าการที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่อย่างนี้แม้จะเจ็บป่วย ก็เหมือนได้เยียวยาตัวเองในอีกแบบ เพราะเหมือนว่าเรายังมีพละกำลัง”
และ…
“การต่อสู้เท่ากับการเยียวยา” ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ย้อนกลับไปในวันที่พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งอย่างไม่คาดคิด เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ป้ามลในวัย 66 ปี ที่ร่างกายยังแข็งแรง ก็พบความผิดปกติในร่างกาย เมื่อเจอก้อนเนื้อขนาดเล็กไม่ถึงเซนติเมตรที่เต้านมด้านขวา
“ตอนนั้นป้ารู้สึกเอะใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจจนต้องไปตรวจร่างกายอะไร กระทั่ง 3 เดือนต่อมาก้อนเนื้อโตขึ้น หนนี้จึงตัดสินใจไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล” ป้ามลเผย
ซึ่งผลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์พบว่า “สีชิ้นเนื้อสัญญาณไม่ดี” แพทย์จึงขอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งขณะนั้นมีขนาด 2 เซนติเมตร ถือว่ามีขนาดใหญ่แล้ว ก่อนยืนยันผลตรวจว่าเป็นมะเร็งเต้านม ขั้นที่ 2
ทิชาเล่าว่า หลังจากแจ้งผลตรวจ แพทย์ก็เสนอทางเลือกรักษามาให้ 2-3 ทาง ซึ่งยังไม่ทันได้พูดโน้มน้าวใจอะไร
“ป้าก็ตัดสินใจเลือกตัดเต้านมในทันที เพราะชีวิตต้องยืนหยัดต่อไป”
ตัดสินใจรวดเร็ว ไม่คร่ำครวญ ไม่ตัดพ้อโชคชะตา ตรงกันข้าม ทิชามองเป็น “ของขวัญ” มากกว่า เพราะเป็นมะเร็งชนิดที่จัดการและรักษาง่าย ส่วนการตัดเต้านมก็ไม่ใช่ความสูญเสียหรือปมด้อย สมัยนี้มีเต้านมเทียมมาทดแทนมากมาย
“ป้าไม่ได้ให้กำลังใจอะไรตัวเองเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นโรคนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแต่อย่างใด ปกติป้าก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่พบแพทย์ช้าไป”
หลังผ่านการผ่าตัดเต้านมและให้ยาคีโมครั้งแรก ป้ามลดำเนินชีวิตตามปกติ ยังคงนอนและทำงานอยู่ที่บ้านกาญจนาฯ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
กระทั่งวันหนึ่งไม่คิดว่าบ้านที่เคยนอนมา 15 ปี ได้เกิดบรรยากาศบางอย่างที่เป็นผลข้างเคียงจากการให้ยาคีโม
“จู่ๆ ป้านั่งร้องไห้คิดถึงบ้าน ทั้งที่ปกติก็ไม่ใช่คนอ่อนแออะไรอย่างนั้น แต่ก็ไม่ฝืนตัวเอง รีบเดินทางกลับบ้านมาอยู่กับลูกหลาน ระหว่างทางก็ร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล”


ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า หลังกลับสู่อ้อมกอดครอบครัวป้ามลได้รับพลังใจมากมาย ควบคู่ไปกับการดูแล
ตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยมีลูกสาวทั้งสองคนคอยดูแลใกล้ชิด หนึ่งในนั้นเป็นพยาบาล ทำให้ร่างกายป้ามลสามารถรับยาคีโมครั้งที่ 3 โดยแทบไม่ได้รับผลข้างเคียงอะไรเลย ยกเว้นผมร่วง และเหลือเพียงให้ยาคีโมครั้งที่ 4 เป็นเข็มสุดท้าย
ป้ามลเล่าว่า เมื่อโรคได้เกิดขึ้นแล้ว อย่าไปร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับอดีตเสียไปเปล่าๆ แต่ต้องพยายามทำตัวให้เป็นปกติและดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามแผนของแพทย์ ขณะเดียวกันให้มองชีวิตที่เหลือว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง อย่างตนที่รู้สึกว่ามีอะไรอีกเยอะแยะต้องทำให้เสร็จ
“กลายเป็นว่าป่วยแล้วมีกำลังใจจากคนรอบข้างมากขึ้น ถือเป็นพลังที่จับต้องไม่ได้ ทำให้ป้าได้เรียนรู้ว่าการให้กำลังใจกับคนเปราะบางเป็นสิ่งพิเศษจริงๆ อย่างเด็กที่บ้านกาญจนาฯเขียนจดหมายมาหาป้า บอกว่าไม่ต้องอาย หากผมร่วงหมด จะร่วมกันโกนหัวทั้งบ้าน นี่ถือเป็นความผูกพันที่ไม่ใช่ผู้คุมดูแลและนักโทษ แต่เป็นเสมือนญาติ” ป้ามลเล่าทั้งรอยยิ้ม
เด็กๆ บ้านกาญจนาฯ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทิชาอยากทำอะไรดีๆ เพื่อพวกเขาอีกมากมาย โดยเฉพาะการขยายโมเดลบ้านกาญจนาฯ 1 ใน 19 คุกเด็กของไทยที่แตกต่างด้วยระบบควบคุมดูแลต่ำ ไปยังคุกเด็กอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการผลักดันกับกระทรวงยุติธรรม ให้มีกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดคุกเอกชนเป็นครั้งแรกของไทย
ซึ่งขณะนี้ผลักดันจนมีการตั้งคณะทำงานในกระทรวงยุติธรรมแล้ว คาดว่าเดือนกุมภาพันธ์จะได้รับทราบความคืบหน้าต่อไป
“15 ปีของบ้านกาญจนาฯ เราได้เปลี่ยนแปลงตัวเด็กๆ ราวปาฏิหาริย์ เด็กหลายคนที่เคยก่อคดีอุกฉกรรจ์ เช่น คดีปาหินโจ้ มกจ๊ก ตลกร่างเล็กเสียชีวิต คดีปล้นอาจารย์บรูซ แกสตัน บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ผ่านพิธีขอขมาและกล่าวให้อภัยกัน
อาจารย์บรูซยังพูดต่อหน้าว่าเด็กเป็นลูกของเขาอีกคนหนึ่ง ส่วนคดียิงน้องเต๋าสมชายเสียชีวิต แม้จะไม่ได้มีพิธีขอขมากับครอบครัวคุณเต๋า แต่เยาวชนคนนั้น หลังออกจากบ้านกาญจนาฯ ก็บวชยังไม่สึกเลย
“ทั้งหมดนี้ สะท้อนชัดเจนว่าเรามีการทำงานกับเด็กอย่างดีพอ เยียวยาอย่างเหมาะสม สามารถกู้เขาคืนมาได้” ทิชากล่าวทิ้งท้าย



ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ‘ป้ามล’ โพสต์คดีนาฬิกา ‘บิ๊กป้อม’ จะบันทึกความฉ้อฉล ไม่ตรงไปตรงมาไปชั่วลูกชั่วหลาน
– ป้ามล ชี้กรณี ‘ยื่นแสดงทรัพย์สิน’ ไม่ใช่เรื่องลำบาก “นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อบ้านเมือง”
– สุดหดหู่! ‘ป้ามล’ เผยเบื้องหลังพิพากษา คดีรุมโทรมเกาะแรด
– ‘ทิชา’ แนะสังคมเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมการเมืองกีดกัน ‘ผู้หญิง’ ประณามการกระทำสกปรก
– ‘ทิชา’ ป่วยมะเร็ง เผยความตายไม่น่ากลัว รับคีโมทำร้องไห้ไม่มีเหตุผล ชาวเน็ตส่งแรงใจท่วมเฟซ
ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน


