เปิดใจ ทิชา ณ นคร “มะเร็ง” ไม่ใช่ข้อจำกัดของ “นักสู้”

24.01.19 | 12:55 น.
เปิดใจ ทิชา ณ นคร "มะเร็ง" ไม่ใช่ข้อจำกัดของ "นักสู้"

เปิดใจ ทิชา ณ นคร “มะเร็ง” ไม่ใช่ข้อจำกัดของ “นักสู้”

ทิชา ณ นคร – ว่ากันด้วยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่เข้าใครออกใคร มีเงินแค่ไหน แข็งแรงแค่ไหน ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก

สำคัญว่าเมื่อเป็นโรคแล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร จะละทิ้งตัวตนเดิมๆ กลายเป็นคนจิตใจห่อเหี่ยว หรือหันหลังให้ความวุ่นวายทั้งหลาย สู่ความสงบสุขเพียงลำพังเหมือนหลายคน

แต่คงไม่ใช่กับ “ป้ามล-ทิชา ณ นคร” นักสิทธิเด็กเยาวชนและสตรี ที่แม้จะต้องเผชิญกับโรคร้าย “มะเร็งเต้านม” แต่ด้วยหัวใจอันแข็งแกร่ง หลังผ่าตัดเต้านมไม่กี่วัน เธอหอบถุงเลือดออกไปเรียกร้องสิทธิให้ผู้อื่น ยังคงทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และยืนหยัดที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาความถูกต้องในสังคม

“คนอาจคิดว่าที่ป้าป่วยโรคมะเร็ง อาจเกิดจากภาวะความเครียด จึงพยายามบอกให้เพลาๆ งานลงบ้าง จะได้ไม่ไปซ้ำเติมโรคที่เป็น” ป้ามลเปิดบ้านย่านบึงกุ่ม เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตในวันที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย

ทิชา ณ นคร
ทิชา ณ นคร

ทิชา ณ นคร

Advertisement
หลังผ่าตัดเต้ามนม ยังคงเรียกร้องสิทธิ์ให้ผู้อื่น
หลังผ่าตัดเต้ามนม ยังคงเรียกร้องสิทธิ์ให้ผู้อื่น

 

ทิชายังคงมีใบหน้าที่แจ่มใส แม้จะมีผ้าพันศีรษะไว้ เพราะผมร่วงที่เกิดเอฟเฟกต์จากการทำคีโม แต่นั่นก็ไม่ได้มาลดทอนความเข้มแข็งในใจของดอกไม้เหล็กคนนี้ได้

“ป้าคิดว่าความเจ็บป่วย ไม่ควรจะเป็นข้อจำกัดในการจัดการปัญหาทางสังคมที่สนใจ จึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องปิดหูปิดตา ไม่รับฟังเพื่อเยียวยาสุขภาพตัวเองตามลำพัง ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ซึ่งไม่สามารถทำได้ แต่คิดว่าการที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่อย่างนี้แม้จะเจ็บป่วย ก็เหมือนได้เยียวยาตัวเองในอีกแบบ เพราะเหมือนว่าเรายังมีพละกำลัง”

และ…

“การต่อสู้เท่ากับการเยียวยา” ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ย้อนกลับไปในวันที่พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งอย่างไม่คาดคิด เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ป้ามลในวัย 66 ปี ที่ร่างกายยังแข็งแรง ก็พบความผิดปกติในร่างกาย เมื่อเจอก้อนเนื้อขนาดเล็กไม่ถึงเซนติเมตรที่เต้านมด้านขวา

“ตอนนั้นป้ารู้สึกเอะใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจจนต้องไปตรวจร่างกายอะไร กระทั่ง 3 เดือนต่อมาก้อนเนื้อโตขึ้น หนนี้จึงตัดสินใจไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล” ป้ามลเผย

ซึ่งผลแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์พบว่า “สีชิ้นเนื้อสัญญาณไม่ดี” แพทย์จึงขอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งขณะนั้นมีขนาด 2 เซนติเมตร ถือว่ามีขนาดใหญ่แล้ว ก่อนยืนยันผลตรวจว่าเป็นมะเร็งเต้านม ขั้นที่ 2

ทิชาเล่าว่า หลังจากแจ้งผลตรวจ แพทย์ก็เสนอทางเลือกรักษามาให้ 2-3 ทาง ซึ่งยังไม่ทันได้พูดโน้มน้าวใจอะไร

“ป้าก็ตัดสินใจเลือกตัดเต้านมในทันที เพราะชีวิตต้องยืนหยัดต่อไป”

ตัดสินใจรวดเร็ว ไม่คร่ำครวญ ไม่ตัดพ้อโชคชะตา ตรงกันข้าม ทิชามองเป็น “ของขวัญ” มากกว่า เพราะเป็นมะเร็งชนิดที่จัดการและรักษาง่าย ส่วนการตัดเต้านมก็ไม่ใช่ความสูญเสียหรือปมด้อย สมัยนี้มีเต้านมเทียมมาทดแทนมากมาย

“ป้าไม่ได้ให้กำลังใจอะไรตัวเองเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นโรคนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแต่อย่างใด ปกติป้าก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่พบแพทย์ช้าไป”

หลังผ่านการผ่าตัดเต้านมและให้ยาคีโมครั้งแรก ป้ามลดำเนินชีวิตตามปกติ ยังคงนอนและทำงานอยู่ที่บ้านกาญจนาฯ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

กระทั่งวันหนึ่งไม่คิดว่าบ้านที่เคยนอนมา 15 ปี ได้เกิดบรรยากาศบางอย่างที่เป็นผลข้างเคียงจากการให้ยาคีโม

“จู่ๆ ป้านั่งร้องไห้คิดถึงบ้าน ทั้งที่ปกติก็ไม่ใช่คนอ่อนแออะไรอย่างนั้น แต่ก็ไม่ฝืนตัวเอง รีบเดินทางกลับบ้านมาอยู่กับลูกหลาน ระหว่างทางก็ร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล”

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า หลังกลับสู่อ้อมกอดครอบครัวป้ามลได้รับพลังใจมากมาย ควบคู่ไปกับการดูแล

ตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยมีลูกสาวทั้งสองคนคอยดูแลใกล้ชิด หนึ่งในนั้นเป็นพยาบาล ทำให้ร่างกายป้ามลสามารถรับยาคีโมครั้งที่ 3 โดยแทบไม่ได้รับผลข้างเคียงอะไรเลย ยกเว้นผมร่วง และเหลือเพียงให้ยาคีโมครั้งที่ 4 เป็นเข็มสุดท้าย

ป้ามลเล่าว่า เมื่อโรคได้เกิดขึ้นแล้ว อย่าไปร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับอดีตเสียไปเปล่าๆ แต่ต้องพยายามทำตัวให้เป็นปกติและดูแลตัวเองให้ดี เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามแผนของแพทย์ ขณะเดียวกันให้มองชีวิตที่เหลือว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง อย่างตนที่รู้สึกว่ามีอะไรอีกเยอะแยะต้องทำให้เสร็จ

“กลายเป็นว่าป่วยแล้วมีกำลังใจจากคนรอบข้างมากขึ้น ถือเป็นพลังที่จับต้องไม่ได้ ทำให้ป้าได้เรียนรู้ว่าการให้กำลังใจกับคนเปราะบางเป็นสิ่งพิเศษจริงๆ อย่างเด็กที่บ้านกาญจนาฯเขียนจดหมายมาหาป้า บอกว่าไม่ต้องอาย หากผมร่วงหมด จะร่วมกันโกนหัวทั้งบ้าน นี่ถือเป็นความผูกพันที่ไม่ใช่ผู้คุมดูแลและนักโทษ แต่เป็นเสมือนญาติ” ป้ามลเล่าทั้งรอยยิ้ม

เด็กๆ บ้านกาญจนาฯ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทิชาอยากทำอะไรดีๆ เพื่อพวกเขาอีกมากมาย โดยเฉพาะการขยายโมเดลบ้านกาญจนาฯ 1 ใน 19 คุกเด็กของไทยที่แตกต่างด้วยระบบควบคุมดูแลต่ำ ไปยังคุกเด็กอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการผลักดันกับกระทรวงยุติธรรม ให้มีกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดคุกเอกชนเป็นครั้งแรกของไทย

ซึ่งขณะนี้ผลักดันจนมีการตั้งคณะทำงานในกระทรวงยุติธรรมแล้ว คาดว่าเดือนกุมภาพันธ์จะได้รับทราบความคืบหน้าต่อไป

“15 ปีของบ้านกาญจนาฯ เราได้เปลี่ยนแปลงตัวเด็กๆ ราวปาฏิหาริย์ เด็กหลายคนที่เคยก่อคดีอุกฉกรรจ์ เช่น คดีปาหินโจ้ มกจ๊ก ตลกร่างเล็กเสียชีวิต คดีปล้นอาจารย์บรูซ แกสตัน บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ผ่านพิธีขอขมาและกล่าวให้อภัยกัน

อาจารย์บรูซยังพูดต่อหน้าว่าเด็กเป็นลูกของเขาอีกคนหนึ่ง ส่วนคดียิงน้องเต๋าสมชายเสียชีวิต แม้จะไม่ได้มีพิธีขอขมากับครอบครัวคุณเต๋า แต่เยาวชนคนนั้น หลังออกจากบ้านกาญจนาฯ ก็บวชยังไม่สึกเลย

“ทั้งหมดนี้ สะท้อนชัดเจนว่าเรามีการทำงานกับเด็กอย่างดีพอ เยียวยาอย่างเหมาะสม สามารถกู้เขาคืนมาได้” ทิชากล่าวทิ้งท้าย

จอห์น ม๊กจ๊ก ภรรยาของโจ้ ม๊กจ๊ก เข้าเยี่ยมและสวัสดีปีใหม่ป้ามล
จอห์น ม๊กจ๊ก ภรรยาของโจ้ ม๊กจ๊ก เข้าเยี่ยมและสวัสดีปีใหม่ป้ามล


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ป้ามล’ โพสต์คดีนาฬิกา ‘บิ๊กป้อม’ จะบันทึกความฉ้อฉล ไม่ตรงไปตรงมาไปชั่วลูกชั่วหลาน

ป้ามล ชี้กรณี ‘ยื่นแสดงทรัพย์สิน’ ไม่ใช่เรื่องลำบาก “นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อบ้านเมือง”

– สุดหดหู่! ‘ป้ามล’ เผยเบื้องหลังพิพากษา คดีรุมโทรมเกาะแรด

– ‘ทิชา’ แนะสังคมเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมการเมืองกีดกัน ‘ผู้หญิง’ ประณามการกระทำสกปรก

– ‘ทิชา’ ป่วยมะเร็ง เผยความตายไม่น่ากลัว รับคีโมทำร้องไห้ไม่มีเหตุผล ชาวเน็ตส่งแรงใจท่วมเฟซ

ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน

เพิ่มเพื่อน