จากการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกำหนดนำอัฐิพระเทพวิทยาคมหรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ประกอบพิธีลอยอังคารในแม่น้ำโขง ที่ จ.หนองคาย หลังประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่พระเทพวิทยาคมในวันที่ 30 มกราคมนี้ โดยกำหนดจุดที่จะประกอบพิธีลอยอังคารเป็นบริเวณพระธาตุกลางน้ำ ชุมชนวัดธาตุ ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย
นับตั้งแต่มีข่าวออกมาดังกล่าว “พระธาตุกลางน้ำ” เริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ แต่เป็นที่รู้จักกันดีของพี่น้องชาวอีสานมานานแล้ว หลายครอบครัวมักจะนำเถ้าอัฐิของญาติพี่น้องและบรรพบุรุษมาลอยอังคารที่พระธาตุกลางน้ำแห่งนี้
ประกอบกับข่าวการเตรียมลอยอังคารอัฐิหลวงพ่อคูณ ทำให้มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ต่างหลั่งไหลนำเถ้าอัฐิมาลอยอังคารในแม่น้ำโขงบริเวณพระธาตุกลางน้ำเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
บางครั้งมีมาพร้อมๆ กันและเช่าเรือคนละลำจากคนละจุด ทำให้เรือต้องรอคิวเพื่อเข้าไปลอยอังคารใกล้องค์พระธาตุกลางน้ำ
“กำภล เมืองโคตร” นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย เล่าถึงประวัติของพระธาตุกลางน้ำให้ฟังว่า ตามประวัติที่มีการบันทึกไว้ในตำนานอุรังคธาตุ ร่วมกับพระธาตุพนม และตามหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาค 70 บันทึกไว้ว่า ในปี พ.ศ.19 พระมหาสังขวิชเถระ หนึ่งในคณะ 8 พระอรหันต์ ได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุพระบาทเบื้องขวา จำนวน 9 พระองค์มาประดิษฐานไว้ที่เมืองหล้าหนอง โดยสร้างอุโมงค์สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ใต้พื้นดิน ขนาดกว้าง ยาว ด้านละ 2 วา 2 ศอก สูง 3 วา แล้วเอาแผ่นเงินบริสุทธิ์รองพื้น ก่อนนำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโมงค์นั้น
“ในอาณาบริเวณแถบจังหวัดหนองคายและเวียงจันทน์ มีสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด 5 แห่ง คือ 1.พระธาตุหลวง 2.พระธาตุหอผ้าหอแพร ใน สปป.ลาว 3.พระธาตุหล้าหนองคาย หรือพระธาตุกลางน้ำ 4.พระธาตุบังพวน และ 5.พระธาตุบุ อยู่ใน จ.หนองคาย ทั้งหมดนี้อยู่ในอาณาบริเวณอันศักดิ์สิทธิ์
ต่อมาในปี พ.ศ.2109 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชนำข้าราชบริพารจากเวียงจันทน์มาร่วมชาวหนองคายตั้งค่ายอยู่ที่วัดธาตุ ทำการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ครอบอุโมงค์ ก่อด้วยอิฐถือปูน รูปทรงแบบศิลปะล้านช้าง ฐานเจดีย์กว้าง 15.80 เมตร
ตั้งชื่อว่า พระธาตุหล้าหนองคาย”
นายกเมืองหนองคายกล่าวอีกว่า มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อๆ กันว่า เดิมนั้นมีบริเวณวัดธาตุเป็นที่ตั้งของพระธาตุหล้าเมืองหนองคายนั้น มีบริเวณวัดกว้างนับร้อยไร่ ต่อมาน้ำโขงกัดเซาะตลิ่งพังเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงองค์พระธาตุ ทำให้พระธาตุหล้าเมืองหนองคายพังลงในแม่น้ำโขง เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ.2390 แต่ประชาชนชาวหนองคายได้ทำพิธีบวงสรวงพระธาตุที่จมอยู่ในแม่น้ำโขงเป็นประจำต่อเนื่องตลอดมา เชื่อว่ามีพญานาคมาคอยดูแลรักษาคุ้มครององค์พระธาตุกลางน้ำและพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้เอาไว้
นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า หากมีการนำเถ้าอัฐิญาติพี่น้องมาลอยอังคารบริเวณพระธาตุกลางน้ำแห่งนี้ วิญญาณของญาติพี่น้องก็จะได้เฝ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
นายกเทศมนตรีเมืองหนองคายเล่าต่อว่า ในช่วงปี 2538 ได้รู้จักกับรองอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ท่านมาเที่ยวหนองคายอยู่เป็นประจำ จึงอยากสำรวจดูพระธาตุที่จมอยู่ในน้ำโขงว่าจะมีลักษณะอย่างไร จึงให้หน่วยสำรวจใต้น้ำจำนวน 3 คนเดินทางมาพักที่หนองคาย 1 คืน ก่อนประสาน นรข.เพื่อทำการสำรวจ
ช่วงนั้นเป็นเดือนมีนาคม น้ำในแม่น้ำโขงลดลงจนมีระดับต่ำและใส จึงมีการเตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพใต้น้ำ และช่วงเช้าที่ทีมสำรวจใต้น้ำจะลงสำรวจองค์พระธาตุ ปรากฏว่าน้ำโขงเกิดขุ่นแดงขึ้นมาจนไม่สามารถที่จะถ่ายภาพได้ ต้องใช้การสัมผัสด้วยมือแล้วขึ้นมาสเกตช์ภาพแทนการถ่ายภาพ พบว่าองค์พระธาตุมีความสมบูรณ์มาก แต่หักเป็น 3 ท่อน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนั้นเป็นส่วนของฐานตรงมุมที่เป็นเหลี่ยม องค์พระธาตุฯล้มทอดยาวตามน้ำโขงไปทางทิศตะวันออก ส่วนปลายมีทรายทับถมประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
“หลังจากนักสำรวจใต้น้ำขึ้นมาจากการสำรวจพระธาตุกลางน้ำ ได้เล่าให้ผมฟังว่า ขณะที่กำลังสำรวจพระธาตุกลางน้ำ เหมือนมีอะไรเลื้อยผ่านสัมผัสกับตัวนักสำรวจ ไม่เฉพาะคนเดียว ทั้ง 3 คนเจอเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำอันตราย ขณะที่เล่าทุกคนขนลุก ก่อนการสำรวจก็ได้มีการบวงสรวงขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพญานาคที่เฝ้าอยู่องค์พระธาตุ โดยจ้ำ (คนทรง) ก็บอกว่าท่านอนุญาตแล้ว การที่มีอะไรเลื้อยมาสัมผัส อาจจะต้องการให้รับรู้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพญานาคดูแลพระธาตุกลางน้ำอยู่จริง”
นายกเทศมนตรีเมืองหนองคายเล่าต่อว่า การที่องค์พระธาตุจมลงในแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองหนองคาย จึงได้ร่วมกับชาวหนองคายทำโครงการก่อสร้างองค์พระธาตุกลางน้ำ หรือพระธาตุหล้าหนองจำลองขึ้น ใช้ภาพสเกตช์ที่ได้จากการสำรวจใต้น้ำ ในปี 2538 มาเป็นแบบในการสร้างพระธาตุองค์จำลอง โดยบรรจุชิ้นส่วนพระธาตุองค์จริงเข้าไปไว้ข้างในองค์พระธาตุจำลองด้วย และปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำโขงโดยรอบ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมทั้งก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งป้องกันน้ำโขงกัดเซาะจนพังทลายอีก ใช้งบประมาณ 38,650,000 บาท ดำเนินการในแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2549
ปัจจุบันพระธาตุกลางน้ำหรือพระธาตุหล้าหนององค์จริงอยู่ห่างฝั่งไทยประมาณ 180 เมตร ชาวหนองคายและประชาชนทั่วไปจึงรู้จักกันในชื่อพระธาตุกลางน้ำมากกว่าชื่อพระธาตุหล้าหนอง เนื่องจากองค์พระธาตุจมอยู่กลางแม่น้ำโขง
นายพิณ บุตรเสน อายุ 46 ปี คนขับเรือของชุมชนวัดธาตุที่ให้บริการเรือในการลอยอังคารและสักการะพระธาตุกลางน้ำ กล่าวว่า ช่วงนี้มีประชาชนนำเถ้าอัฐิญาติพี่น้องมาลอยอังคารในแม่น้ำโขงมากขึ้น หลังจากมีข่าวว่าจะมีการเถ้าอัฐิหลวงพ่อคูณมาลอยอังคารในแม่น้ำโขงที่ จ.หนองคาย ถือว่าช่วงนี้มาลอยอังคารกันมากเป็นพิเศษ วันธรรมดาไม่ต่ำกว่า 5 คณะ ส่วนในวันหยุดก็จะมากขึ้นเป็นเท่าตัว ปกติก็จะมีประชาชนนำเถ้าอัฐิมาลอยอังคารในแม่น้ำโขง บริเวณพระธาตุกลางน้ำอยู่แล้ว แต่ไม่มากเหมือนขณะนี้ คนที่จะลงเรือต้องสวมเสื้อชูชีพกันทุกคน และเรือทุกลำต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมเจ้าท่า ต้องบรรทุกไม่เกินที่กำหนด
นายพิณกล่าวต่อไปอีกว่า ชาวหนองคายและจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน มีความศรัทธาองค์พระธาตุกลางน้ำไม่น้อยกว่าองค์หลวงพ่อพระใส พระคู่บ้านคู่เมืองหนองคาย หลังสักการะหลวงพ่อพระใส ก็จะเดินทางมาสักการะพระธาตุกลางน้ำ โดยองค์พระธาตุกลางน้ำจะโผล่พ้นน้ำสูงให้สักการะได้อย่างใกล้ชิดได้ในช่วงน้ำลด โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี น้ำโขงจะลดลงจนมีระดับต่ำมาก ทำให้มีประชาชนเข้าสักการะเป็นจำนวนมาก ต้องรอคิวลงเรือกันเลยทีเดียว แล่นเรือกันทั้งวันแทบจะไม่ได้หยุดพัก
ส่วนค่าบริการลอยอังคารหรือประกอบพิธีบูชาพญานาคจะคิด 500 บาท ส่วนคนที่ไปสักการะองค์พระธาตุกลางน้ำ ถ้ามี 10 คนขึ้นไปก็จะคิดคนละ 20 บาท จะมีมาจากทั่วประเทศ ภาคใต้ก็มีมาจำนวนมาก
เชื่อกันว่าการลอยเถ้าอัฐิญาติพี่น้องต้องเลือกลอยในสายน้ำที่กว้างใหญ่ เช่น ในแม่น้ำโขง ในส่วนที่ไหลผ่านหนองคาย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างองค์พระธาตุกลางน้ำด้วย ยิ่งทำให้มีความเหมาะสมในการลอยอังคารเป็นอย่างมาก วิญญาณของญาติพี่น้องที่นำเถ้าอัฐิมาลอยอังคารจะเกิดความร่มเย็น ไปสู่ภพภูมิที่ดี
และยังได้อยู่กับองค์พระธาตุกลางน้ำอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย


