ไอคอน คราฟต์ เวทียกระดับงานฝีมือช่างไทย
ขึ้นชื่อว่า “หัตถศิลป์” แล้ว เชื่อได้ว่าคนไทยไม่เป็นสองรองใคร เพราะไม่เพียงได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก ว่ามีความประณีตและงดงาม แต่ในปัจจุบันยังมีการพัฒนา ปรับปรุง ให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
ไอคอน สยาม จึงได้เปิดพื้นที่ไอคอนคราฟต์ พื้นที่นำเสนอนวัตศิลป์และงานคราฟต์ร่วมสมัย กว่า 7 ประเภท ทั้งงานช่างทอง งานลงรักปิดทอง งานช่างไม้ ช่างทอ งานปั้น งานอาหาร และงานแพทย์แผนไทย ที่มีความโมเดิร์น ทันสมัยกว่า 300 แบรนด์ พร้อมจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ “ไอคอนคราฟต์ x แบงค็อก ดีไซน์ วีค 2019” ขึ้น ตั้งแต่วันนี้-17 กุมภาพันธ์ ขนงานอาร์ตและเวิร์กช็อปต่างๆ มาให้ได้สัมผัส โดยจัดงานแถลงข่าว ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ ไอคอน สยาม

ภายในงานได้เหล่าไทยดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ และนักออกแบบ “อีสานโปรเจ็กต์” ได้แก่ ม.ล.ภาวิณี สันติศิริ, พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และภิรดา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ร่วมพูดคุยถึงการต่อยอดสินค้าจากภูมิปัญญาของภาคอีสาน
พิจิตรา เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง ที่รับหน้าที่พัฒนางานผ้า เผยว่า ชาวบ้านแต่ละคนเป็นศิลปินตัวจริง เขามีความเชี่ยวชาญในงานของเขา ทอผ้าด้วยใจ เพียงแต่ว่าการจะทำขายสร้างรายได้ ต้องดูตลาดโลก เราอาจต้องปรับรูปแบบการทอให้ไปตามเทรนด์โลก สีชมพูแจ๊ดๆ ลายเดิมๆ ที่เขาเคยชินฝรั่งอาจใส่ยาก ก็ต้องปรับ ส่วนการทอก็ต้องมีกลวิธีให้ผ้านิ่ม ดูแลง่าย ซักมือได้ เพราะฝรั่งซักแห้งแพง คือคงภูมิปัญญาเขาไว้ แต่ใส่ไอเดียมากขึ้น


ขณะที่ ภิรดา ที่เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องประดับ เผยว่า หลังจากลงพื้นที่ไป 4 ปี พบว่าชาวบ้านค่อยๆ เปิดรับมากขึ้น แต่เราก็ยึดหลักว่าจะไม่ทำลายวิถีชีวิตเขา อะไรที่ไม่ถนัดก็จะไม่ฝืน อย่างการจะพัฒนาสิ่งไหน ต้องรู้จักสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุดก่อน จากนั้นวางคอนเซ็ปต์ให้กับแบรนด์ และนำเอาสินค้าเรามาต่อยอด การจะวางคอนเซ็ปต์ก็อาจต้องรู้เทรนด์ตอนนี้ เช่นเครื่องประดับจะไม่เน้นใหญ่ รูปแบบไม่ซับซ้อน และ ใช้วัสดุท้องถิ่น เราก็ต้องเลือกวัสดุที่ดีมาปรับใช้ ที่ผ่านมาก็มีนำเครื่องปั้นดินเผามาทำสร้อย หลายคนอาจคิดว่ามันแตกง่าย แต่การเผาอีกครั้งจะทำให้มันแกร่งขึ้น หรือการเผากลบขี้เถ้าก็ทำให้สีเปลี่ยนจากสีส้มไป เป็นวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่นำไปพัฒนาต่อยอดได้

ต่อยอดภูมิปัญญา
ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน



