หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที ชี้60เปอร์เซ็...

ชี้60เปอร์เซ็นต์สัตว์ใหญ่ เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะ”คนกิน”

13.02.19 | 16:35 น.
(ภาพ-M. Kornmesser/ESO)

คณะนักวิจัยที่นำโดย วิลเลียม ริพเพิล ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาศาสตร์ ประจำวิทยาลัยการป่าไม้ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานผลวิจัยใหม่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในวารสารวิชาการ คอนเซอร์เวชัน เลตเตอร์ส ระบุว่า สัตว์ใหญ่ในกลุ่มสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หรือ “เมกะฟอนา” ที่มีชีวิตอยู่ในโลกเกือบ 300 สายพันธุ์ (สปีชีส์) มีอย่างน้อย 200 สายพันธุ์ ซึ่งกำลังมีจำนวนประชากรถดถอยลงอย่างรวดเร็ว และอีกกว่า 150 สายพันธุ์ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้จนหมดสิ้น

ต้นเหตุที่เป็นภัยคุกคามแรกสุดจนก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ของสัตว์ใหญ่เหล่านี้คือ การที่ถูกมนุษย์เราล่าเพื่อนำเนื้อของมันมาบริโภคเป็นอาหาร

ศาสตราจารย์ริพเพิลระบุว่า การไล่ล่าเพื่อนำเนื้อหรือชิ้นส่วนต่างๆ ในร่างกายของสัตว์เหล่านี้มาบริโภคโดยตรงนั้น เป็นอันตรายใหญ่หลวงที่สุดสำหรับสัตว์สปีชีส์ที่มีขนาดใหญ่ทั้งหลายเมื่อเทียบกับข้อมูลของ

ภัยคุกคามอย่างอื่นที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้

“ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเรา (มนุษย์) กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการกินบรรดาเมกะฟอนาเหล่านี้จนสูญพันธุ์นั่นเอง” ศาสตราจารย์ริพเพิลย้ำ

Advertisement

คำว่า “เมกะฟอนา” ซึ่งโดยความหมายของคำหมายถึง “สัตว์ที่มีขนาดมหึมา” ทั้งหลาย กินความกว้างขวางมาก เพราะรวมตั้งแต่ปลาค็อดยักษ์ในออสเตรเลีย เรื่อยไปจนถึงไดโนเสาร์ ที.เร็กซ์ ในอดีต เพื่อจำกัดวงให้แคบลง ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ริพเพิลให้นิยามคำนี้ใหม่เฉพาะในการวิจัยครั้งนี้ว่า หมายถึงสัตว์มีกระดูกสันหลัง (เวอร์เทเบรท) ที่ยังไม่สูญพันธุ์ ซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยแล้วเกินกว่าระดับน้ำหนักตัวที่กำหนดไว้ สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทีมวิจัยกำหนดให้สัตว์สปีชีส์ใดก็ตามที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไปเป็น “เมกะฟอนา” ส่วนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, นก และสัตว์เลื้อยคลานนั้น จำกัดอยู่เฉพาะสปีชีส์ทั้งหลายที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 40 กิโลกรัมขึ้นไป จึงถือเป็น “เมกะฟอนา”

ตามนิยมดังกล่าวทำให้หลงเหลือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกยุคนี้รวม 292 สายพันธุ์ ซึ่งถือเป็นเมกะฟอนา รวมถึงสัตว์ใหญ่ที่คุ้นเคยกันดีเช่น ช้าง, แรด, เต่ายักษ์ และวาฬ เรื่อยไปจนถึงสัตว์ใหญ่ที่รู้จักกันในเฉพาะถิ่น อย่างเช่น ไชนีส ไจแอนท์ ซาลามานเดอร์ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสายพันธุ์พิเศษในจีนซึ่งอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ระดับวิกฤตแม้จะมีขนาดเกือบๆ เท่าจระเข้ และมีน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 65.5 กิโลกรัมก็ตาม

จากนั้น ทีมวิจัยใช้ฐานข้อมูลของไอยูซีเอ็น เรด ลิสต์ หรือบัญชีแดงของไอยูซีเอ็น ซึ่งเป็นฐานข้อมูลความเสี่ยงของสัตว์ที่จะสูญพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่สุด รวมสัตว์ทั้งสิ้นกว่า 60,000 สปีชีส์ มาใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ของสัตว์ใหญ่ทั้ง 292 สปีชีส์ พบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของเมกะฟอนา แสดงสภาวะประชากรถดถอย ส่วนอีก 59 เปอร์เซ็นต์ ถูกคุกคามจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่าเมกะฟอนา มีความเสี่ยงสูงสุดสูงกว่าบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังโดยรวมมาก เพราะสัตว์มีกระดูกสันหลังโดยรวมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพียง 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และมีเพียง 46 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในภาวะประชากรถดถอย

ทีมวิจัยพบว่าเมื่อมนุษย์มีขีดความสามารถในการสังหารสัตว์ใหญ่จากระยะไกลได้ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เมกะฟอนาล้มตายลงในอัตราความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1760 มีสัตว์ใหญ่ในระดับเมกะฟอนา สูญพันธุ์ไปเพราะการล่าของมนุษย์ไปแล้ว 9 สปีชีส์ด้วยกัน

ในทุกวันนี้ ภัยคุกคามต่อเมกะฟอนาเหล่านี้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้นแต่ล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เช่นกัน ตั้งแต่จำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น, การก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการคุกคามของการพัฒนา

แต่อันดับแรกที่คุกคามต่อเมกะฟอนามากที่สุดและสูงที่สุด ก็ยังเป็นการกินของมนุษย์อยู่นั่นเอง